7952 Kingdoms Advent Calendar

Theme : Castle
Subtheme : Seasonal (Kingdoms)
ปีที่ออก : 2010
จำนวนชิ้น : 167 ชิ้น
Minifig : 8 ตัว

ขออภัยเรื่องรูปนะครับพยายามกลับแล้วแต่ทำไม่ได้ กลับในเวปแล้วเอามาลงมันก็ยังตะแคงบางรูป

1.Kingdoms – Lion Knight Quarters

2.Kingdoms – Blacksmith with Brown Beard

3.Kingdoms – Dragon Knight Scale Mail with Chains

4.Kingdoms – Queen มีกบมาให้ 1 ตัว (ไม่รู้เขาจะเล่นแนวเจ้าชายกบอะป่าว)


5.Kingdoms – Prince ให้ผมมา 2 อัน

6.Kingdoms – Barmaid

7.Kingdoms – Lion Knight Scale Mail with Chest Strap

8.Castle – Wizard ให้คทามาตั้ง 3 อัน

+ โครงกระดูก 1 ตัว

ภาพหมู่

เป็น ชุดพิเศษที่ทำออกมาช่วงเทศกาล Chrismas เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับแฟนๆของธีม Castle ซึ่งพวก Advent Calendar นั้นจะไม่มีคู่มือและเน้น minifig พร้อมอุปกรณ์ของ minifig มากกว่าที่จะมุ่งเน้นไปที่สิ่งก่อสร้าง

สิ่งก่อสร้างอื่นๆ













หมู+ผลแอปเปิล

อาวุธทั้งหมด

อุปกรณ์ทั้งหมด

หลังจากนั้นเก็บใส่ห่อ

ข้อดี
1. มี minifig น่ารักมากมายหลายตัวทำให้แฟนๆ minifig บอกเลยว่าพลาดไม่ได้
2. ชุดนี้เหมือนแผ่นเสริมเกมที่เอาไปต่อรวมกับ Medieval Market
3. มีพ่อมดสีฟ้าคล้ายๆที่มีในชุดเก่าๆกลับมาอีกครั้ง (ขอแก้ไข)

ข้อเสีย
1. น่าจะมีเพลทให้มาซัก 1 แผ่นไม่งั้นจะกระจัดกระจาย
2. มีอุปกรณ์ที่ไม่สามารถต่อเข้ากับปุ่มได้มากทำให้โอกาสที่จะหายเป็นไปได้สูงมากถ้าเด็กเล่น

Advertisements

4899 Mini-Tractor

Theme : City
Subtheme : Farm
ปีที่ออก : 2009
จำนวนชิ้น : 28 ชิ้น
Minifig : 1 ตัว

คู่มือ
http://cache.lego.com/bigdownloads/buildinginstructions/4550225.pdf

รูปๆ



Review : 4478 : Geonosian Fighter

4478 : Geonosian Fighter

Theme : Star Wars (Episode 2)
Pieces: 170
Minifigures : 4
1 Geonosian with Wings

มันเอียงแก้ไม่ได้โทษทีนะครับ

2 Geonosian

3 Battle Droid Geonosian 2 นาย

Year released : 2003

คู่มือมีเพียงเล่มเดียว

http://cache.lego.com/bigdownloads/buildinginstructions/4193505.pdf

ยุทธการ จีโอโนซิส (Battle of Geonosis) เป็นความขัดแย้งในเรื่องแต่งชุดสตาร์ วอร์ส เกิดขึ้นตามเวลาในท้องเรื่องคือปีที่ 22 ก่อนยุทธการยาวิน ระหว่างสหภาพพิภพอิสระและสาธารณรัฐกาแลกติก ถือเป็นการรบครั้งแรกในสงครามโคลน มันเป็นสงครามแรกสำหรับกองทัพแห่งสาธารณรัฐและสำหรับเจไดในรอบปี สงครามครั้งนี้ได้จุดชนวนสงครามอีกมากมายซึ่งได้กวาดล้างพื้นที่ส่วนใหญ่ของ กาแลกซี่ และปรากฏในภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 2 : กองทัพโคลนส์จู่โจม ตอนท้ายเรื่อง

จี โอโนซิส (ภาษาอังกฤษ: Geonosis) เป็นดาวเคราะห์ในภาพยนตร์ นวนิยาย หนังสือการ์ตูน และเกมชุดสตาร์ วอร์ส ในภาพยนตร์ จีโอโนซิสปรากฏตัวครั้งแรกในกองทัพโคลนส์จู่โจม
จีโอโนซิสเป็นดาวบ้านเกิดของชาวจีโอโนเซียนและเป็นดาวหลักดวงแรกของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนรวมทั้งเป็นจุดสร้างดรอยด์ขนาดใหญ่อีกด้วย

จี โอโนซิสมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ แต่มันก็มีแรงโน้มถ่วงต่ำและชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น ด้วยสนามแม่เหล็กที่อ่อน รังสีสุริยะจึงเกิดขึ้นเป็นปกติ และในบางกรณีการสูญพันธุ์ขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นได้ สิ่งเดียวที่สามารถอยู่รอดบนพื้นผิวของดาวได้คือสาหร่ายเรียบง่ายตามหิน ขณะที่ชาวจีโอโนเซียนถูก บังคับให้ลงไปอาศัยที่ใต้ดิน มันประกอบด้วยแกนที่หลอมละลายขนาดเล็กพร้อมกับพื้นผิวที่เต็มไปด้วยหิน เป็นดาวทะเลทรายและมีน้ำบนพื้นผิวเพียง 5 %เท่านั้น
ในช่วงเวลาที่ชาวจี โอโนเซียนปกครอง สถาปัตยกรรมมากมายของดาวจะดูคล้ายจอมปลวก ประกอบด้วยทรงโดมและสิ่งก่อสร้างที่สร้างในถ้ำและหินยอดแหลม ดังนั้น มันจึงง่ายมากที่บางคนจะมองผิดคิดว่าสิ่งก่อสร้างของพวกเขาเป็นสิ่งที่ ธรรมชาติสร้างขึ้นและไม่มีใครอาศัยบนดาว เป็นสิ่งที่มาค่ามากในช่วงสงคราม

แต่จุดที่ต่างจากในละครคือ
1. ในหนังนั้นเราจะไม่ได้เห็นป้อมปืนหรือยานเลย แต่ยานนี้จะคล้ายยานของท่านเค้านท์ดูกู
2. ในหนังไม่พบว่าชาว Geonosis ร่วมรบด้วยมีแต่ดรอยที่รบกับทหารโคลน

Minifig ทั้งหมด

ชุดนี้จะมีสิ่งก่อสร้าง 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นปืนใหญ่ต่อสู้และยานของฝ่ายแบ่งแยก
1.ส่วนที่เป็นปืนใหญ่


2.ส่วนที่เป็นยาน



ภาพรวม

จุดเด่น
1.ไม่มีสติกเกอร์ให้มากวนใจ
2.เป็นบลิคที่มีลักษณะที่ค่อนข้างแปลกและสีค่อนข้างแปลก
3.Minifig เป็นที่มีเฉพาะชุดนี้เท่านั้น ทั้ง 3 แบบนี้จะหาไม่ได้จากชุดอื่นๆเลย

จุดด้อย
1.น่าจะมีเจไดหรือทหารโคลนให้ซักเล็กน้อย
2.ป้อมปืนที่จริงน่าจะมากับพวกยานบนดินมากกว่าที่จะเป็นป้อมปืน

ปล. มีของแถมมาให้ด้วย

จี โอโนเซียน เป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งในภาพยนตร์ นวนิยาย หนังสือการ์ตูน การ์ตูน และเกมชุดสตาร์ วอร์ส ในภาพยนตร์ จีโอโนเซียนได้ปรากฏตัวครั้งแรกในกองทัพโคลนส์จู่โจมในฉากที่อนาคิน สกายวอล์คเกอร์และแพดเม่ อมิดาล่าเข้าไปในโรงงานหลอมดรอยด์ก่อนที่จะถูกจับได้โดยแจงโก้ เฟทท์
จี โอโนเซียน หรือ จีโอ ในคำแสลงของโคลนทรูปเปอร์ (อังกฤษ: ภาษาอังกฤษ: Geonosian, Geo) เป็นเผ่าพันธุ์แมลงพื้นเมืองบนดาวจีโอโนซิส จีโอโนเซียนอาศัยอยู่ในอาณานิคมแบบจอมปลวกที่เป็นยอดแหลม

ชาวจี โอโนเซียนที่มีชื่อเสียงนั้น ได้แก่ พ็อกเกิล เดอะ เลสเซอร์ ไกซอร์ เดลโซ และซัน แฟค ผู้ซึ่งทั้งหมดล้วนมีบทบาทในสมาพันธ์ระบบดาวอิสระ
จีโอโน เซียนมีปากยาวและแขนขาที่เรียวซึ่งคล้ายคลึงกับดรอยด์รบ บี1 ซึ่งพวกเขาทำการผลิตพวกมันช่วงหนึ่งก่อนที่สงครามโคลนจะเริ่มต้นขึ้น

ชาวจี โอโนเซียนมีกระดูกอันแข็งแรงที่สร้างการปกป้องพวกเขาจากผลกระทบทาง กายภาพและรังสีที่ปกคลุมดาวของพวกเขา พวกเขามีใบหน้าที่ยาวยื่น แขนขาที่มีข้อต่อมากมาย และพูดภาษาแปลกๆ ที่ฟังดูคล้ายเสียงกริ๊กๆ จีโอโนเซียนนั้นแข็งแรงและสามารถสร้างจอมปลวกและโรงงานขนาดใหญ่ด้วยการร่วม แรงกัน พวกเขาป่าเถื่อน (เผ่าพันธุ์อื่นมองพวกเขาอย่างนั้น) และถูกมองว่าชอบความรุนแรงเสมือนความบันเทิง พวกเขาชอบที่จะดูเหยื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากลานประหารขณะที่ถูกโจมตีโดยนัก ล่าที่ดุร้าย ถึงกระนั้นพวกเขาก็มีความอัจฉริยะซึ่งสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างแปลกๆ อย่างรังของพวกเขาและโรงงานหลอมดรอยด์ขนาดใหญ่ได้

Review: 8061 Gateway of the Squid

Theme: Atlantis
Piece: 354 pieces
Minifig: 3 ประกอบด้วย
1.Atlantis Diver 4 – Lance Spears
2.Atlantis Diver 5 – Samantha Rhodes
3.Atlantis Squid Warrior
ปีที่ออก 2010

ลิ้งคู่มือเผื่อคนที่ไม่มีคู่มือหรือทำหายครับ
เล่ม 1
http://cache.lego.com/bigdownloads/buildinginstructions/4584995.pdf

เล่ม 2
http://cache.lego.com/bigdownloads/buildinginstructions/4585003.pdf

สำหรับชุดนี้เป็นชุดที่ทำเหมือนแนวการ์ตูนจึงมีของแปลกๆให้เล่นมากมายมาเริ่มเข้านิยายก่อนเห็นตัวเลโก้กันดีกว่า

แอ ตแลนติส (Atlantis) คืออาณาจักรโบราณที่อยู่ในความทรงจำของคนทั้งโลก ซึ่งผู้ที่สร้างตำนานอาณาจักรลึกลับนี้ คือ เพลโต นักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดตะวันตก กล่าวกันว่าอาณาจักรแอตแลนติส เป็นทวีป ๆ หนึ่งที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นที่อยู่อาศัยของพลเมืองผู้ทรงคุณธรรมและเทคโนโลยีที่สูงส่ง กำแพงเมืองเป็นทองคำและวิหารสร้างด้วยเงิน มีอุทยานหย่อนใจและสนามแข่งม้า ทว่ามันถูกทำลายพังพินาศด้วยความพิโรธของเทพเจ้าผู้เนรมิตรมันขึ้นมา

ที่มาของเรื่องแอตแลนติส คือ ข้อเขียนในรูปของบทสนทนาสองเรื่อง โดยพลาโต ( Plato : 427 ก่อน ค.ศ. – 347 ก่อน ค.ศ.) เรื่องหนึ่ง ชื่อ Timaeus อีกเรื่องหนึ่ง ชื่อ Critias ซึ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป เชื่อว่า แอตแลนติส เป็นเรื่องเล่าในรูปของนิยายวิทยาศาสตร์ มิใช่เรื่องจริง แต่คนเป็นจำนวนมากก็เชื่อว่า อาจจะเป็นเรื่องจริง และได้มีความพยายามค้นหาแอตแลนติสกันเรื่อยมา โดยพยายามตีความหมายตำแหน่งของแอตแลนติสว่า อยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะพลาโต ระบุว่า แอตแลนติสได้ล่มจมหายไปแล้วในทะเล อยู่ห่างจาก “Pillars of Hercules” ( เสาหินเฮอร์คิวลีส ) ออกไป

นักวิจัยสหรัฐเปิดเผยว่าได้ค้นพบ “แอตแลนติส” เมืองแห่งอารยธรรมที่หายไปในห้วงทะเลลึกแถบไซปรัส พร้อมทั้งโชว์ทฤษฎีการสำรวจที่น่าพิศวงมากว่าทศวรรษ แต่นักฟิสิกส์เยอรมันแย้งพื้นที่บริเวณนั้นภูเขาไฟเคยพ่นหินละลายเมื่อ 1 แสนปีก่อน หาใช่เมืองแห่งเพลโตไม่

………. โรเบิร์ต ซาร์แมสต์ (Robert Sarmast) เปิดเผยว่า แอ่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ได้จมลงไปขณะน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนคริตศักราช ทำให้บริเวณที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ “แอตแลนติส” (Atlantis) จมหายลงไปในคราวนั้น เชื่อว่าจมลึกลงไปถึง 1 ไมล์หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตรใต้ทะเลระหว่างไซปรัส (Cyprus) และซีเรีย (Syria)

……….” พวกเราพบมันแล้ว” ซาร์แมสต์ ผู้นำคณะสำรวจที่ซอกแซกไปในทะเลกว่า 50 ไมล์ตามแถบชายฝั่งตอนใต้ของไซปรัสเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ จากการสแกนฟังเสียงสะท้อนใต้น้ำลึกแสดงว่ามีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบริเวณ หุบเขาที่จมน้ำ รวมถึงกำแพงที่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งกั้นอยู่บนยอดเขาและมีคูลึกล้อมรอบอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นตำแหน่งของวิหารแห่งเมืองแอตแลนตีส อย่างไรก็ดีคงต้องมีการสำรวจต่อๆ ไปอีก

……….” พวกเราไม่สามารถหาหลักฐานที่จับต้องได้มาพิสูจน์ในรูปแบบของเศษอิฐหรือปูน ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นที่ฝังอยู่ในตะกอนใต้น้ำลึกลงไปหลาย เมตร แต่ว่าจากการสำรวจอย่างละเอียดและหลักฐานอื่นๆ ทำให้เชื่ออย่างแย้งไม่ได้ว่าแอนแลนติสน่าจะอยู่ตรงนั้น” ซาร์แมสต์ เผยอย่างไรก็ดี ขณะที่ซาร์แมสต์ได้เปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณชน ณ เมืองท่าลิมาสโซล (Limassol) เขายังได้นำภาพเคลื่อนไหวจำลอง “เนิน” ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของแอตแลนติส โดยจินตนาการภาพย้อนหลังไปหลายศตวรรษ

………. ตามคำกล่าวอ้างของ “เพลโต” (Plato) ปราชญ์ชาวกรีกโบราณ ระบุว่า แอตแลนตีสเป็นชนชาติที่อยู่บนเกาะ ซึ่งได้พัฒนาอารยธรรมจนเจริญก้าวหน้าไปมาก อยู่ในช่วงระหว่าง 11,500 ปีที่แล้ว ส่วนทฤษฎีที่พยายามอธิบายถึงเหตุผลแห่งการหายไปของอาณาจักรแอตแลนตีสนั้นมี มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเกิดกลียุค ด้วยโรคภัยจากธรรมชาติคุกคาม หรือจากตำนานเทพเจ้ากรีกที่ระบุว่าชาวเมืองแอตแลนตีสมีความละโมบและกระหาย อำนาจเข้าครอบนำเทพเจ้าจึงลงโทษด้วยการทำลายเมืองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้สงสัยว่า แอตแลนติสที่แท้จริงอาจจะเป็นแค่เพียงภาพฝันของเพลโตก็เป็นได้

………. ซาร์แมสต์ เปิดเผยว่า เขาเดินทางไปไซปรัสตามร่องรอยในบทสนทนาของเพลโต ที่อ้างว่าแอตแลนตีสอยู่ตรงข้ามกับ พิลาร์ส ออฟ เฮอร์คิวลีส (Pillars of Hercules) หรือ “เสาหินแห่งเฮอร์คิวลีส” ซึ่งเชื่อกันว่านั่นก็คือ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” (Straits of Gibraltar) นั่นเอง จึงทำให้นักสำรวจหลายๆ คนมุ่งความสนใจไปที่มหาสมุทรแอตแลนติก ไอร์แลนด์ หรืออะซอเรส (Azores) ของโปรตุเกส

……….” ผู้คนที่พลาดสิ่งเหล่านี้ไป นั่นก็เพราะไม่ได้ทำการบ้านให้ถ่องแท้ ผู้ที่สงสัยใคร่รู้เรื่องนี้ต่างรู้ไม่จริง ถ้าต้องการที่จะเข้าใจปริศนาลึกลับแห่งแอตแลนติก คุณจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณ ข้ออ้างอิงทางศาสนา วัฒนธรรมและร่องรอยของชาวสุเมเรียน (Sumerian)” ซาร์แมสต์เผย และยังไม่ทันที่ซาร์แมสต์จะกลับไปฝันหวานกับข้อค้นพบของเขา “คริสเตียน ฮูบเชอร์” (Christian Huebscher) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลและบรรยากาศ ในฮัมบรูก ก็ออกมาแย้งผ่านหนังสือพิมพ์เยอรมนีว่า พื้นที่ที่ซาร์แมสต์พบนั้นเป็นปรากฏการณ์เมื่อ 100,00 ปีที่แล้ว ที่ภูเขาไฟได้พ่นดินโคลนออกมา ซึ่งเขาและเพื่อนร่วมงานชาวเนเธอร์แลนด์เคยเดินเรือไปสำรวจบริเวณที่ซาร์ แมสต์ระบุว่าเป็นแอตแลนตีสมาก่อนแล้ว

………. ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามเกาะรอยคำกล่าวของเพลโตเช่นกัน โดยนักสำรวจได้พุ่งเป้าที่ชายฝั่งของสเปน คิวบา และทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ ไม่เว้นแม้กระทั่งทะเลจีนใต้ โดยงานสำรวจที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อนหน้านี้คือ ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณอุทยานแห่งชาติดอนานาของเสปน (Donana) จากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก (University Edinburgh) ของอังกฤษ ซึ่งภาพดังกล่าวได้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่รูปสีเหลี่ยม 2 หลังจมอยู่ในโคลนใต้ทะเล

โดย พบโลหะที่มีรัศมีเป็นวงกลมและมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ล้อมรอบ ทีมวิจัยในครั้งนั้นเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างทั้ง 2 คือ วิหารทองคำที่ชาวแอนแลนตีสสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพโพเซดอน และวิหารเงินเพื่อบูชาพระนางไคลโต อันเป็นผู้ถือกำเนิดกษัตริย์ที่ปกครองนครแอตแลนตีส อย่างไรก็ดี หลังจากการเผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมออกไป ก็ยังไม่มีใครได้ลองดำลึกลงไปขุดพิสูจน์พื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด

อันนี้เป็นแค่เพียงแนวคิดเดียวนะครับ ถ้าได้ทำชุดอื่นใน Atlantis อีกจะมานำเสนอความคิดอื่นๆอีก

ปล.เรื่องมีสาระเราไม่เราเอาแต่เรื่องไร้สาระมานำเสนอ

อ้างอิง
http://www.indepencil.com/modules/AMS/article.php?storyid=16
http://www.thaigoodview.com/node/1721
http://cakecoong.exteen.com/20090315/atlantis

ด้านหน้าตัวกล่อง

ด้านหลังตัวกล่อง

เมื่อแกะออกมาจะพบ มีทั้งหมด 3 ซอง คู่มือ 2 เล่มและสติกเกอร์

Minifig และ สัตว์ต่างๆ

เรียงจากซ้ายไปขวา Atlantis Squid Warrior, Samantha Rhodes, Lance Spears

ภาพโดยรวม



Minifig Serie 2 Part 2

9.Karate Master

คาราเต้ (「 空手」, karate, คะระเตะ ?) หรือ คาราเต้โด (「空手道」, karatedo, คะระเตะโด , วิถีมือเปล่า) เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอกินาวาและชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) เมื่อชาวโอกินาวาอพยพเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น
คาราเต้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นการต่อสู้ด้วยการฟันอิฐ แต่ที่จริงแล้ว คือการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่เมื่อถูกดัดแปลงเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงมือและเท้า

ความหมายคำว่า คาราเต้
คำ ว่า “คาราเต้” เดิมทีมาจากการออกเสียงแบบชาวโอกินาวา ตัว “คารา” 唐 ในภาษาจีน หมายถึง “ประเทศจีน” หรือ “ราชวงศ์ถัง” ส่วน “เต้” 手 หมายถึง มือ คาราเต้ หมายความว่า “ฝ่ามือจีน” หรือ “ฝ่ามือราชวงศ์ถัง” หรือ “กำปั้นจีน” หรือ “ทักษะการต่อสู้แบบจีน” ในรูปแบบการเขียนแบบนี้ “ฝ่ามือราชวงศ์ถัง” จึงหมายถึง การต่อยมวยแบบถัง หรือ “ฝ่ามือจีน” ก็บ่งบอกถึงอิทธิพลที่รับมาจากลักษณะการต่อสู้ของชาวจีน ในปีค.ศ. 1933 หลังจากสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นครั้งที่ 2 กิชิน ฟุนาโคชิ ( 船越義珍 Funakoshi Gichin, 1868-1957 ) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ บิดาแห่งคาราเต้สมัยใหม่ ได้เปลี่ยนตัวอักษร “คารา” ไปเป็นตัวอักษรที่มีเสียงเหมือนกันแต่มีความหมายว่า “ความว่างเปล่า” 空 แทน
เมื่อ ปีค.ศ. 1936 หนังสือเล่มที่สองของฟุนาโคชิใช้ตัวอักษร “คารา” ที่มีความหมายว่าความว่างเปล่า และในการชุมนุมบรรดาอาจารย์ชาวโอกินาวาก็ใช้ตัวอักษรเดียวกัน ตั้งแต่นั้นมาคำว่า “คาราเต้” ( ซึ่งออกเสียงเหมือนเดิม แต่ใช้ตัวอักษรใหม่ ) จึงหมายถึง “มือเปล่า”
คำว่า “มือเปล่า” ไม่เพียงแต่นักคาราเต้จะต่อสู้โดยปราศจากอาวุธแล้ว ยังซ่อนความหมายตามความเชื่อแบบเซ็นไว้ด้วย เพราะตามวิถีแห่งเซ็นการพัฒนาความสามารถ และศิลปะของแต่ละบุคคล จะต้องทำจิตใจให้ว่างเปล่า ละเว้นจากความปรารถนา ความมีทิฐิและกิเลสต่างๆ

คาราเต้ แปลว่า วิถีแห่งการใช้มือ (ร่างกาย) ต่อสู้โดยปราศจากอาวุธ วิถีแห่งคาราเต้เป็นวิธีการดึงพลังจากทั้งร่างมารวมให้เป็นหนึ่งในการต่อสู้ โจมตี ซึ่งความรุนแรงของการโจมตีนั้นมีคำกล่าวถึงว่า “อิคเคน ฮิซัทสึ”( 一拳必殺 ) หรือ “พิชิตในหมัดเดียว” สิ่งที่สำคัญของคาราเต้คือการต่อสู้กับตนเอง เช่นการฝึกยั้งแรงการโจมตี โดยใช้ในการหยุดโจมตีเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บไม่มากและป้องกันการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการฝึกการกำหนดความรุนแรงของการโจมตี เมื่อผู้ฝึกสามารถยั้งแรงได้ เขาก็จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีได้จนถึงขีดความสามารถเช่นเดียวกัน

คำ ว่า โด แปลว่า วิถีทาง ลู่ทาง ศาสตร์ อีกทั้งยังหมายถึงปรัชญาเต๋าอีกด้วย โด เป็นคำต่อท้ายที่ใช้สำหรับศิลปะหลายชนิด ให้ความหมายว่า นอกจากจะศิลปะเหล่านั้นจะเป็นทักษะแล้ว ยังต้องมีพื้นฐานของจิตวิญญาณอยู่ด้วย สำหรับในความหมายที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้ อาจจะแปลได้ว่า “วิถีแห่ง…” เช่น ใน ไอคิโด ยูโด เคนโด ดังนั้น “คาราเต้โด” จึงหมายถึง “วิถีแห่งมือเปล่า”
“โด” อาจมองได้ 2 แบบ คือ แบบปรัชญา และแบบกีฬา

“โด” แบบปรัชญา ด้วยความหมายที่แปลว่า วิถีทาง และเป็นชื่อศาสนาเต๋าของศาสดาเหล่าจื๊อ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในด้านปรัชญาพุทธศาสนานิกายเซนของญี่ปุ่น การตีความหมายคำนี้ จึงอาจมองได้ว่า วิถีทางการดำเนินชีวิต จิตวิญญาณของนักคาราเต้ เป็นต้น ซึ่งนักคาราเต้บางท่าน อาจใช้ คาราเต้ เป็นวิถีแห่งการเข้าถึง จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ(เต๋า เซน) ได้ ดังนั้น คำว่า “โด” ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนจำมีวิธีการในการเดินแตกต่างกัน “โด” แบบกีฬา จริง ๆ ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีทั้งคำว่า คาราเต้ และ คาราเต้โด ทำไมต้องเพิ่มคำว่า โด คำว่า “โด” เริ่มใช้ครั้งแรกในศิลปะป้องกันตัว ยูโด โดยปรมาจารย์จิกาโร่ คาโน แห่งโคโดกันยูโด เพื่อเปลี่ยนแปลง และแบ่งแยกวิชาใหม่ โดยแยกตัวออกจากวิชา ยูยิทสุ ซึ่งยูโดได้ตัดทอนกระบวนท่าที่อันตรายออกไป เพื่อการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ และสามารถจัดการแข่งขันได้
คาราเต้ แต่เดิมไม่มีคำว่าโด เช่นกัน แต่ก่อนจะเรียกว่า คาราเต้จิทสุ หรือว่า คาราเต้ แต่เริ่มใช้คำว่า “โด” เมื่อมีการจัดการแข่งขันชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องรวมนักคาราเต้จากทั้ง 4 สำนักใหญ่เข้าไว้ จึงต้องบัญญัติกฏการแข่งขันใหม่ ลดทอนการจู่โจมที่อันตราย และสามารถแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ และเป็นกลางที่สุด คำว่า “โด” ในคาราเต้จึงเกิดขึ้น และมีความหมายว่า วิถีทางการต่อสู้ในรูปแบบของคาราเต้ ซึ่งคำว่าคาราเต้โด โดยมากจะใช้ในการแข่งขัน

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

10.Surfer

สงสัยคนทำธีมนี้จะดูหนังแวมไพร์มากไปเห็นจาคอปเล่นไหนๆมีแวมไพร์แล้วเลยเอาคนเล่นเซิร์ฟมั่ง

ย้อนหลังไปในอดีต  บรรพบุรุษของเราได้รู้จักการนำเอาพลังงานจากกระแสลม ซึ่งเป็นพลังงานจากธรรมชาติ นำมาใช้เป็นพลังงานในการเดินทางเชื่อมต่อโลกของเรา ในรูปแบบของการเดินเรือหรือที่เรารู้จัก เรือใบ เรือสำเภานั่นเอง จวบจนกระทั่งเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การค้าจากนานาประเทศที่เดินทางไปมาหาสู่กันโดยใช้เส้นทางการเดินเรือ ปัจจุบันการเดินทางเหล่านั้นได้เปลี่ยนเป็นการใช้เครื่องยนต์เข้ามามีบทบาท แทน

แต่การแล่นเรือด้วยพลังลมหรือเรือใบก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องในรูปแบบของกีฬาเรือใบและได้แตกแขนงเป็นประเภทใบเรือต่างๆ มากมาย และกีฬาวินด์เซิร์ฟก็จัดอยู่ในหมวดกีฬาประเภทหนึ่งของกีฬาเรือใบโดยใช้กฎ กติกาการแข่งขันเดียว กัน

ได้มีการถกเถียงกัน อย่างกว้างขวางหลายยุคหลายสมัยเกี่ยวกับจุดกำเนิดของกีฬาวินด์เซิร์ฟว่าใคร เป็นผู้คิดค้นกีฬาวินด์เซิร์ฟขึ้นมา ซึ่งเชื่อกันว่าในยุคแรก มีผู้ที่สามารถออกแบบเรือใบ ที่ใช้ใบในการควบคุมทิศทาง โดยไม่ต้องใช้หางเสือบังคับ (rudder) ก็คือ ชาวอินเดียนแดงในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอน เพราะชาวอินเดียนแดงเหล่านี้ อาศัยแพในการเดินทางขึ้นลงตามลำน้ำ โดยแพของชาวอินเดียนแดงสามารถปรับตำแหน่งของเสา (mast) ย้ายไปปักในหลุมใดหลุมหนึ่งบนพื้นของแพก็ได้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนอุปกรณ์วินเซิร์ฟในยุคต่อมา

ในปี พ.ศ. 2507 นายนิวแมน ดาร์บี้ ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่มีลักษณะโดยพื้นฐานเดียวกันกับอุปกรณ์วินด์เซิร์ฟ อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบไปด้วยชุดใบ (rig) ที่มีโครงสร้างและรูปร่างคล้ายว่าว โดยเสาของชุดใบสามารถเลื่อนปรับตำแหน่งได้ตามทางยาวของแผ่นกระดานหรือบอร์ด (board) ปี พ.ศ. 2508 นิตยสารฉบับหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาได้พิมพ์บทความเกี่ยวกับกระดานโต้ คลื่นติดใบ (saiboard) และกล่าวไว้ว่าเป็นกีฬาใหม่ มีผู้ที่สามารถเล่นได้ในขณะนั้นไม่ถึง 10 คน

ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่พยายามพัฒนาอุปกรณ์วินด์เซิร์ฟที่นายนิวแมน ดาร์บี้ ได้ออกแบบไว้ ตลอดมา แต่ก็ไม่มีใครประสพความสำเร็จ จนถึงปี พ.ศ. 2511 จึงได้มีชาวแคนนาดา 2 ท่านคือ นายจิม เดรค (Jim Dreak) นักกีฬาเรือใบ และนายฮอยเลอร์ ชไวทเซอร์ (Hoyle Schweitzer) นักกีฬาเซิร์ฟบอร์ด สามารถคิดค้นอุปกรณ์ต้นแบบของกีฬาวินด์เซิร์ฟได้สำเร็จ โดยต้นแบบดังกล่าวประกอบด้วยกระดานโต้คลื่นธรรมดา (ordinary surfboard) ทำจากโฟมพลาสติก (plastic foam) และไฟเบอร์กลาส (fiberglass) กับเสาใบรูปร่างสามเหลี่ยม (triangular sail) และจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การใช้ข้อต่อที่สามารถหมุนได้รอบทิศทาง (universal joint) ติดกับโคนเสา (the foot of the mast) ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน และได้ขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ ในปีนั้นเอง

หลังจากดูรูปน่าเบื่อน่าเบื่อกันแล้วมาดูรูปน่ารักน่ารักกันมั่ง





ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

11.Witch

อันนี้เราได้เห็นกันมาแล้วในหลายรูปแบบทั้งพ่อมดและแม่มดใน ธีม Castle ในหลายๆปีที่ผ่านมา
แต่คราวนี้ต่างจากคราวก่อนนั่นคือแม่มดมีผิดสีเขียว(ไม่รู้เป็นออคอะป่าว)

แม่ มด  คำว่า witch หรือแม่มดแผลงมาจากคำว่า wit ในภาษาแองโกลแซกซอน หมายถึง “to know” หรือ หยั่งรู้ ต้องการรู้ ดังนั้น แม่มดจึงหมายถึง พวกที่ต้องการศึกษาหาความรู้ (ในศาสตร์ลึกลับเหนือธรรมชาติ) อาจจะด้วยแนวทางที่มีคุณธรรมหรือชั่วร้ายก็ได้


กว่าจะเป็นแม่มด

แต่ เดิม แม่มดขาวส่วนใหญ่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง อาจจะมาจากความใกล้ชิดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ หรือจากคัมภีร์โบราณทางศาสนา แม่มดขาวบางคนอาจรับศิษย์สำหรับถ่ายทอดวิชา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับแม่มดดำ

แม่ มดดำส่วนมากจะยินดีรับศิษย์ ซึ่งส่วนใหญ่ศิษย์ของแม่มด จะได้รับสิ่งตอบแทนคือ ได้รูปร่างหน้าตาที่มีเสน่ห์สำหรับเพศตรงข้าม ชนิดสุวนันท์ชิดขวาพัชราภาชิดซ้ายไปเลย ทว่าใช่จะได้รับกันมาฟรีๆ นะ สิ่งที่ต้องแลกกับรูปร่างอันอวบอึ๋มก็คือ การไม่สามารถมีทายาทได้

รางวัล ของการเป็นแม่มดดำอีกอย่างก็คือ การมีอายุที่ยืนยาวเป็นร้อยๆ ปี ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มนต์ดำไม่ใช่ครรลองที่ถูกต้องตามธรรมชาติ แม่มดดำทุกคนมักจะพบกับจุดจบที่ทุเรศและทรมานเป็นส่วนใหญ่

ว่า กันว่า ความยากของการเรียนวิชาแม่มดนั้นมาจากการไม่มีตำรา ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรม สูตรยา หรือเวทมนตร์ ล้วนต้องถ่ายทอดกันแบบปากเปล่า ยิ่งแม่มดดำ กว่าจะเป็นแม่มดที่เก่งฉกาจได้ จำต้องอุทิศตนให้กับซาตานผู้เป็นนายแห่งความมืดเสียก่อน

อันนี้แถมภาพน่ารักๆ

อะล้อเล่น





ถ้าแม่มดน่ารักขนาดนี้ยอมแพ้แม่มดเลย

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

12.Mime

ละครเป็นทั้งอาหารตาและอาหารใจ เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์มาก ละครตะวันตกจะเกิดขึ้นจากศาสนา คือยึดถือเทพเจ้า การสอนสิ่งที่มีสาระแก่นสารในเรื่องคุณธรรมที่ควรยึดถือในสมัยนั้น แต่ละครของไทยเกิดขึ้นเพื่อต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการปฏิบัติภารกิจ ต่าง ๆ ประจำวัน ต่อมาการละครได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการแสดงความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ใน สิ่งแวดล้อมที่เหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง แล้วแต่ว่ามนุษย์เหล่านั้นจะหาทางออกหรือหาทางแก้ไขอย่างไร

นับเป็นสิ่งที่ให้ประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการมีชีวิตอยู่ทุกวัน บางเรื่องอาจแสดงความเพ้อฝัน ความหวังของมนุษย์ที่ไม่อาจเป็นไปได้แต่ก็มีส่วนช่วยให้เกิดความบันเทิง เช่น ละครเทพนิยาย หนังการ์ตูน การเรียนนาฏศิลป์โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับละคร จะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของชีวิตผู้คนในสังคม ให้แนวคิดและหลักการมากมายที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เป็นอย่างดี การแสดงละครแต่ละเรื่องจะเป็นการจำลองชีวิตจริงของมนุษย์มาแสดงให้เห็นบน เวที

บทบาทของตัวละครจะสะท้อนบทบาทของผู้คนในสังคม ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไปตามสภาพของคนในสังคมนั้น ๆ การศึกษาทางด้านละครเท่ากับเป็นการศึกษาแง่มุมของชีวิตมนุษย์ในทุกรูปแบบ ทำให้สามารถเข้าใจปัญหา เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคม ภาษาและวรรณคดีมากขึ้น ทำให้เป็นคนมีความรู้กว้างไกล มีความรับผิดชอบต่อตนเองและหมู่คณะได้ดี การที่นักเรียนได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ทั้งในด้านทฤษฎี หลักการ วิธีการ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่หลากหลาย ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันได้

ละครใบ้ เป็นการแสดงของตัวละครเกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย แสดงกิริยาท่าทางประกอบเรื่อง ไม่มีการเจรจา

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

13.Traffic Cop

ตำรวจ เป็นธีมย่อยของ City ที่ทางเลโก้ปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องแต่คราวนี้ออกมาแบบใหม่แบบแนวนายอำเภอ ในหนังเลย แต่ตั้งชื่อว่าตำรวจจราจรซะงั้น ซึ่งมีตั้งแต่ตำรวจใน Agent และล่าสุดคือ Space Police แต่ที่สำคัญคราวนี้ทำเจ็งตรงส่วนหัว minifig มากๆไม่เคยเข้าใจเลยทำไมตำรวจต้องใส่แว่นดำ หรือดูหนังคนเหล็กมากไปเลยใส่แว่นดำกันซะทั่วโลก เป็นสิ่งเดียวที่ตำรวจไทยเหมือนกับชาติอื่นๆในโลก


หลังจากนอกเรื่องไปไกลเรามาพูดถึงตำรวจจราจรดีกว่ามาดูหน้าที่นะครับเอาหน้าที่ในกฎหมายก่อนละกันแต่ในไทยคงรู้ๆกันไว้ว่ากันตอนหลัง

หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร

ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก จะมีคำที่เกี่ยวข้องกับตำรวจที่มีหน้าที่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก อยู่ 2 คำ ได้แก่

1. เจ้าพนักงานจราจร ตาม มาตรา4(37)หมายความว่า ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร เช่น ผบ.ตร.ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ผบช.น.หรือ ผบก.จร.เป็นเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร

2. พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา4(38)หมายความว่าตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรได้แก่ ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติงานในท้องถนน ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในการควบคุมหรืออำนวยความสะดวกในด้านการจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522เราเรียกว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งรองสารวัตรจราจรหรือตำรวจจราจรนี้มีหน้าที่อยู่ 2 ประการ ได้แก่

1. หน้าที่ตามกฎหมาย

2. หน้าที่ตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด

1. หน้าที่ตามกฎหมาย ได้แก่ หน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจับกุมผู้ ฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายในทางอาญา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯพ.ร.บ.รถยนต์,พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯและพ.ร.บ.คุ่มครองผู้ ประสบภัยจากรถ ตำรวจจราจรย่อมมีอำนาจจับกุมได้ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจตาม ป.วิอาญา

2. หน้าที่ตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดได้แก่ หน้าที่ของรองสารวัตรจราจร และตำรวจจราจรที่กำหนดไว้ตามคำสั่งกรมตำรวจ ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของรองสารวัตรและตำรวจจราจรไว้ดังนี้

2.1 หน้าที่ของรองสารวัตร ดังนี้

2.1.1 การจัดและควบคุมการจราจร เช่น ควบคุม ตรวจสอบ ดูแลให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจุดและระยะเวลาที่กำหนด และให้คำปรึกษา แนะนำ ปรับปรุงแก่ไขติดตามประเมินผล และควบคุมการจราจรด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น

2.1.2 ศึกษาเก็บรวบรวมสถิติข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรและนำวิทยาการต่างๆมาใช้ในงานจราจร

2.1.3 การให้ความรู้และการศึกษาอบรมแก่ข้าราชการตำรวจ

2.1.4 สอดส่อง ตรวจตรา แนะนำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย

2.2 ตำรวจจราจร มีหน้าที่

2.2.1 ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรและนำวิทยาการต่างๆมาใช้ในงานจราจร

2.2.2 การจัดและควบคุมการจราจร โดยจัดและควบคุมการจราจรตามที่รองสารวัตรจราจรมอบหมาย

2.2.3 สอดส่อง ตรวจตรา แนะนำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับเกี่ยวกับการจราจร

2.2.4 การจัดการเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจร เช่น รักษาสถานที่เกิดเหตุ หรือการตจัดการจราจรในบริเวณที่เกิดเหตุ หรือปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือจัดส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาล

2.2.5 เก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันปราบ ปรามต่องรองสารวัตรจราจร หรือสารวัตรจราจร

อันนี้ดูงานวิจัยของทางตำรวจไทยนะครับ
http://www.research.police.go.th/report_44_jarajorn.html
คิดเอาเองละกันว่าตรงใจอะป่าว  เจ๋ง
ลองอ่านอีกมุมนึงนะครับ
http://www.oknation.net/blog/cbd/2010/07/01/entry-1


ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

14.Maraca Man

อันนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลกไม่เคยเห็นนะครับพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆ คงไม่รู้ว่า Maraca คืออะไร

Maraca คืออันนี้นะครับตามภาพด้านล่าง

มัน คือไม้รูปน้ำเต้ามีเสียงมีหลายขนาดและหลายสีครับ เป็นเครื่องมือที่ชาว เปอร์โตริโก , คิวบา , Colombia , กัวเตมาลา และหลายประเทศ แคริบเบียน และ ลาตินอเมริกา ใช้ในการเคาะจังหวะ แต่ละอันจะมีเสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน



เห็นแบบนี้แล้วคุณแม่ในเวปอาจไปหาซื้อมาให้ลูกเล่นบ้าง

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

15.Skier


ใกล้ เข้าหน้าหนาว แม้อากาศเมืองไทยจะไม่หนาวเท่าไหร่ แต่หลายๆ ประเทศแถบเอเชียก็เย็นยะเยือกและหิมะกำลังจะตก สำหรับแฟนพันธ์แท้ผู้ชื่นชอบกีฬาสกีแล้ว มันคือสวรรค์ดีๆ นี่เอง ในที่สุด ฤดูกาลที่หิมะขาวจะปกคลุมไปทั่วยอดเขาสูง ก็เวียนวนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง และก็ได้เวลาที่เหล่าผู้ไม่เกรงกลัวต่ออันตราย จะแล่นถลาลงมาจากเนินเขาด้วยสปีดที่เร็วแบบสุดๆ

การ เล่นสกีและสโนว์บอร์ดได้ รับความนิยมในยุโรปและอเมริกาเหนือมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบัน กีฬาทั้งสองชนิดนี้ ก็เริ่มได้รับความสนใจจากชาวเอเชียเพิ่มมากขึ้น (สมัยก่อนไม่ฮิตก็เนื่องจากขาดแคลนหิมะ) โดยมีรีสอร์ทในญี่ปุ่น เกาหลี จีน และเนปาลคอยให้บริการ

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

16.Weightlifter

ใน โลกของการเพาะกายนั้น เต็มไปด้วยความรู้มากมาย บ่อยครั้งอาจทำให้เราสับสนหรือขัดกับความรู้เดิมที่เราเคยมีมา ยกตัวอย่างเช่น ความเข้าใจผิดในเรื่องของโภชนาการ ที่ว่าควรหลีกเลี่ยงไขมันทุกชนิด แล้วจะทำให้เรามีสุขภาพดีและมีร่างกายที่แข็งแรง แต่งานวิจัยกลับพิสูจน์ให้เห็นว่าการปรับกลยุทย์ในการทาน โดยเพิ่มการทานไขมันชนิดที่ดี ในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่เพียงจะทำให้สุขภาพดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยในการพัฒนาร่างกายอีกด้วย
ยิ่ง ไปกว่านั้น มีความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายแบบแอโรบิก สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างมาก ในการสร้างปริมาณกล้ามเนื้อได้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของความเชื่อผิดๆ ในโลกของการเพาะกาย และต่อไปนี้คือความจริง 10 ข้อ ที่นักเพาะกายควรรู้

1.ยกให้หนักขึ้นอีก

2.ทานโปรตีนให้ได้อย่างน้อย 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 ปอนด์

3.นอนหลับให้เพียงพอ

4.พัฒนาทัศนะคติเชิงบวก

5.จัดการความเครียด

6.อย่าละเลยการฝึกแบบแอโรบิก

7.ทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพ

8.หลีกเลี่ยง Overtraining

9.ทานอาหารเสริม

10.หาความรู้อยู่เสมอ

การติดตามข่าวสารอยู่เสมอ

* อ่านงานวิจัยล่าสุดอยู่เสมอ
* หาความรู้จากเว็บไซท์เพาะกาย
* คุยกับผู้รู้ ที่มีประสบการณ์
* อ่านหนังสือและนิตยสารเพาะกาย

นัก เพาะกายหลายคน ใช้เวลาส่วนมากในการหาเคล็ดลับในการเพาะกาย เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า การเพาะกายไม่มีเคล็ดลับใดๆ มีแต่ความจริงที่คุณต้องรู้ และนี่คือความจริง 10 ข้อที่นักเพาะกายทุกคนต้องรู้ และความจริงที่สำคัญที่สุด คือ หาความรู้อยู่เสมอ ครับ

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

Minifig Series 2

ได้ข่าวว่ากำลังจะมาเลยลงซะหน่อย

8684 Minifig Series 2

1.Pharao

ฟาโรห์ (Pharaoh แปลว่า บ้านใหญ่) คือคำที่ใช้เรียกพระมหากษัตริย์แห่งอียิปต์ในสมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งถือเสมอเหมือนพระเจ้าบนดิน

ชาว อียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าฟาโรห์และพระราชโอรสและพระราชธิดาต่างเป็น เทพเจ้าหรือเทพีแห่งโลกทั้งสิ้นและถือว่าต่างเป็นคู่อภิเษกสมรสกัน พระราชโอรสที่ได้รับราชบัลลังก์ก็ทรงมีสิทธิที่จะเลือกอภิเษกสมรสกับพระเชษฐ ภคินี หรือพระกนิษฐาคนใดก็ได้ ในกรณีที่ไม่มีพระเชษฐภคินีหรือพระกนิษฐาร่วมพระครรภ์เดียวกันก็จะไม่มี สิทธิ์ขึ้นครองราชบัลลังก์ ส่วนพระราชธิดาที่พระราชบิดาทรงเลือกให้สืบราชสมบัติต่อไปก็ต้องทรงปฏิบัติ เช่นเดียวกัน

ชาว อียิปต์ตั้งถิ่นฐานแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ที่ อุดมสมบูรณ์ อารยธรรมอียิปต์โบราณที่เจริญรุ่งเรืองเริ่มขึ้นเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แบ่งการปกครองเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงราชอาณาจักรเก่า ราชอาณาจักรกลาง และราชอาณาจักรใหม่ จากนั้นก็ถูกปกครองโดยชาวกรีก โรมันและอาหรับตามลำดับ

ราชอาณาจักรเก่า(ราว 2,700-2,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ฟาโรห์ องค์แรกของอียิปต์คือฟาโรห์เมเนสแห่งราชวงศ์ที่ 1 พระองค์ทรงรวบรวมดินแดนอียิปต์ตอนบนและตอนล่างให้เป็นประเทศเดียวกัน ฟาโรห์โจเซอร์แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นฟาโรองค์แรกที่สร้างพีระมิดทรงขั้นบันได ส่วนฟาโรห์คูฟู คาเฟร และเมนเคอเรแห่งราชวงศ์ที่ 4 ได้ก่อสร้างพีระมิดแห่งเมืองกีซา

ราชอาณาจักรกลาง(ราว 2,030-1,640 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ฟาโรห์ เมนทูโฮเตปที่ 2 แห่งราชวงศ์ที่ 11 ได้รวบรวมดินแดนอียิปต์ตอนบนและตอนล่างอีกครั้ง ส่วนฟาโรห์เซนุสเรตที่ 3 แห่งราชวงศ์ที่ 12 ทำการลดอำนาจของบรรดาผู้สูงศักดิ์ รวบรวมอำนาจกลับมาที่ส่วนกลางอีกครั้ง

ราชอาณาจักรใหม่และยุคปลาย(ราว 1,550-332 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

รา ชินีฮัตเชปซุตแห่งราชวงศ์ที่ 18 เป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ที่เป็นผู้หญิง พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครอง การค้าขายและก่อสร้างวิหารขนาดมโหฬารที่เมืองลักซอร์ จากนั้นฟาโรห์เซติที่ 1 แห่งราชวงศ์ที่ 19 และฟาโรห์รามเสสที่ 2 พระโอรสของพระองค์ก็นำอียิปต์เข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่สุด มีการก่อสร้างวิหารหลายแห่งได้แก่ ที่คาร์นัก ลักซอร์ และอานูซิมเบล

ยุคกรีก(ราว 332-30 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

หลัง จากอเล็กซานเดอร์มหาราชรบชนะอียิปต์จึงมอบหมายให้ปโตเลมีปกครอง มีการก่อตั้งเมืองใหม่ขึ้น ชื่อเมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งภายหลังกลายเป็นแหล่งอารยธรรมกรีก

ยุคอาณาจักรโรมัน(ราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ปี ค.ศ. 337)

เมือ่ 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช กองทัพของออกทาเวียนสามารถขับไล่กองทัพของแม่ทัพมาร์ก แอนโทนีและคลีโอพัตรา ราชินีแห่งอียิปต์ได้เป็นผลสำเร็จ และนำอียิปต์รวมตัวเข้ากับอาณาจักรโรมัน พร้อมทั้งเผยแผ่ศาสนาคริสต์ให้กับอียิปต์

ยุคอิสลาม(ปีค.ศ. 640-1805)

กอง ทหารของเมืองดามัสคัสและเมืองแบกแดด สามารถบุกยึดและปกครองอียิปต์ไว้ในปีค.ศ. 640 ประชาชนจึงเปลี่ยนจากศาสนาคริสต์หันมานับถือศาสนาอิสราม รวมทั้งใช้ภาษาอาหรับ จนปีค.ศ. 1517 ได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิออตโตมัน จึงกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแห่งหนึ่งของศาสนาอิสราม

การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 19

ปี ค.ศ. 1798 หลังจากนั้นนโปเลียนยึดอียิปต์ได้ อียิปต์จึงตกอยู่ภายไต้การปกครองของฝรั่งเศส จนกระทั่งปีค.ศ. 1801 จักรวรรดิออสมันส่งแม่ทัพมูฮัมหมัด อาลี มาขับไล่ฝรั่งเศส หลังจากการขุดคลองสุเอซและโครงการพัฒนาพื้นที่ของอียิปต์ ทำให้อียิปต์ต้องมีหนี้สอนมากมาย สุดท้ายถูกประเทศอังกฤษยึดครองในช่วงปีค.ศ. 1882-1956

ยุคใหม่ อียิปต์เป็นเอกราช

ปี ค.ศ. 1952 อียิปต์ทำการปฏิวัติการปกครองจากอังกฤษและก่อตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐอาหรับ อียิปต์ในเวลาต่อมา สิ้นสุดการปกครองโดยอาณาจักรหรือประเทศต่างๆ หลังจากผ่านไปกว่า 2300 ปี

แผนที่อียิปต์

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/17/Ancient_Egypt_map-en.svg

ต้องการความรู้เพิ่มเติม

http://www.vcharkarn.com/vblog/37367/15

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

2.Vampire

แวม ไพร์ ผีดูดเลือด เรื่องราวเกี่ยวกับผีดูดเลือด ได้นำเสนอไปแล้วในเรื่อง ท่านเคาท์ แดร๊คคูล่า แต่ความเป็นมาเกี่ยวกับผีดูดเลือดในยุโรปนั้น มีประวัติมายาวนานมาก ก่อนที่ท่านเคาท์จะโด่งดังและกลายมาเป็นหัวหน้าเหล่าผีดูดเลือดทั้งหลาย

ตำนานแวมไพร์
ตำนานแวมไพร์กับเรื่องราวความเป็นมาของแวมไพร์จากแหล่งต่างๆทั่วโลก
แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

ตำนานแวมไพร์มีมานานนับเป็นพันๆปี เรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ก็คงจะได้

แวม ไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติต่างๆทั่วโลกต่างก็มีแวมไพร์ในแบบฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย แบบที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง

อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกัน ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะกลายพันธ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก อิทธิพลของหนังสือและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อย ล้วนมาจากยุโรปและอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของตำนานแวมไพร์มาจากตะวันออกไกลครับ มันกระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน – ธิเบต – อินเดีย – ผ่านเส้นทางที่เรียกกันว่าทางสายไหมเข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตำนานนี้กระจายไปทั่วประเทศแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอลข่าน รวมไปถึงฮังการี่ และดินแดนที่เราคุ้นเคยกัน ทรานซิลวาเนีย

ปัจจุบัน แวมไพร์ในความนึกคิดของเรามักจะเป็นไปในแนวของ ปีศาจดูดเลือด, ผู้ที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย, ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้ คุณสมบัติพวกนี้เป็นแวมไพร์ของยุโรป และในหนังผีครับ จริงๆแล้วแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เรามาดูกันดีกว่าว่า แวมไพร์ของแต่ละชนชาตินั้นเป็นอย่างไร

SLAVIC VAMPIRES

ชาว สลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวัน ออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้

ROMANIA

เนื่อง จากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง
คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา

แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

ยัง มีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแวมไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้(อันนี้ไม่เคยได้ยินแฮะ^^)สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการ เค้าเรียกLycanthropy ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์เลยทีเดียว

ว่า กันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์มัก จะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้คะ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว

วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะ คล้ายๆกันทุกที่เลยคะ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ก็จะมีการยิงกระสุนเงิน ทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวคะ(ฟังดูเว่อร์ๆ)

GYPSIES AND VAMPIRES

สำหรับ คอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ”แดร็คคิวล่า”นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย่างจงรัก

ในความ เป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวรรษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่า ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีมีอิทธิพลกับยุโรปในตอน นั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่อง เล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุรกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย

บ้านเดิมของเหล่า ยิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายแวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืน คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร

แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่ สุดของอินเดียเห็นจะได้แก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซีแวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาวยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะ ข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโล มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการสูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยคะ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด้วยการกินเรี่ยวแรงสามี จนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น สัตว์เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครกินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยดสยองมาก

ค้างคาว

หลาย ครั้งหลายคราวที่มีการพาดพิงถึงแวมไพร์ สมาชิกกิตมศักดิ์ที่มักจะโดนลากเข้ามามีเอี่ยวด้วยก็คือค้างคาว ไม่มีพยายหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ได้ว่าแวมไพร์กับค้างคาวเกี่ยวข้องกันยังไง แต่กระนั้นตำนานของแวมไพร์และค้างคาวก็ยังมีคู่กันแบบแยกไม่ออกเหมือนกาแฟ กับคอฟฟี่เมทนั่นเชียว

ตำนานของค้างคาวมีมากมายกระจัดกระจายไป ทุกซีกโลก ในแอฟริกาใต้ มีเรื่องเล่าของคามาโซตซ์ เจ้าแห่งค้างคาวที่อาศัยในถ้ำยักษ์ใต้พิภพ ในยุโรปเองค้างคาวและนกเค้าแมวมักจะถูกโยงใยเข้ากับเรื่องลี้ลับเหนือ ธรรมชาติอยู่บ่อยๆ นั่นคงเป็นเพราะเสียงของมันฟังดูน่ากลัวและพบเห็นได้เฉพาะตอนกลางคืน มนุษย์เรากลัวความมืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่คะ เลยจับเอานกเค้าแมวและค้างคาวเหมารวมเข้าไปกับผู้ที่ชอบหลบเร้นในความมืด(ก็ ผะ-อี๋ น่ะแหละ)ซะเลย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ค้างคาวเข้ามายุ่ง เกี่ยวกับตำนานแวมไพร์น่าจะมาจาก พฤติกรรมของมัน มีค้างคาวอยู่สามสปีชี่ส์ที่ดูดเลือดของสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ถิ่นฐานของพวกมันอยู่ในทวีปแอฟริกาครับ เจ้าค้างคาวพวกนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับทหารสเปนในยุคล่าอาณานิคมเป็น อย่างมาก เมื่อกลับมาถึงยุโรป ตำนานของค้างคาวดูดเลือดยิ่งถูกเติมสีใส่ไข่ให้น่าฟังโดยเหล่ากลาสี ค้างคาวเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของแวมไพร์ไปด้วยประการฉะนี้ แถมนับว่าความเชื่อนี้ก็มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งนักเขียนใหญ่อย่าง แบรม สโตเกอร์ กับ มัลคอม ไรห์เมอร์ก็ยังเอากับเขาด้วยเลยนี่คะ

โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18

ตำ นานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยคะว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามมาถึงอังกฤษ ชาวบ้านชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการีเล่นงานจนทหารและคนในวังเป็นแวม ไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี

ใน อดีตแวมไร์มักจะแสดงเป็นตัวร้ายเสมอจนมาในยุกหลังๆนี่เองแวมไพร์ในปัจจุบัน กลับกลายเป็นตัวเอกหรือเป็นสิ่งตัวแทนของฝ่ายดีแม้ว่าจะเป็นไม่ทุกตนแต่ก็มี ทั้งแวมไพร์ที่ดีและไม่ดี ตัวอย่างเช่นหนังเรื่อง Blade

หรือ เรื่องที่หลายๆคนรู้จักเป็นอย่างดีคือเรื่อง แวมไพร์ ไทวไลท์ จนถึงภาคนิวมูน ที่ตอนนี้เป็นหนังไตรภาคไปซะแล้ว และพูดถึงหนังเรื่องนี้แล้วทุกคนคงรู้จักดี เด็กๆรุ่นใหม่ในปัจจุบันจึงเข้าใจและมีความคิดใหม่ที่ว่าแวมไพร์ไม่ได้น่า กลัวอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้นในเกมและการ์ตูนส่วนใหญ่ก็ยังแสดงบทร้ายอยู่สม่ำเสมอ

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

3.Gladiator

จากการที่เลโก้ได้มีการนำเอา Gladiator มาแต่ไหงทำออกมาเหมือนนักรบ สปาร์ตันก็ไม่ทราได้
ทำให้นึกถึงหนังที่ออกมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าน้องๆ ดูกันหรือยัง เพราะว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวประวัติศาสตร์
นั่นคือหนังเรื่อง 300 เองแต่เอ้ในบอร์ดเราจะมีคนเก็บถึง 300 มั้ยน่ารู้แต่ อ.เจ นำโด่งไปแล้ว
แต่ถ้าใคร 300 จริงนี่ ไม่ต่ำกว่า 30000 บาท โดนไปน้ำตาตกแน่ มาเข้าเรื่องนะครับ
ตอนนี้แม้กระทั่งเกมก็มีนักรบสปาร์ตันมาด้วยนั่นคือเกม Atlantica ซึ่งเป็นเกมแนว Turn base วางแผนการรบ

หนังเรื่อง 300 เป็นหนังเกี่ยวกับเรื่องของชาวสปาร์ตัน เป็นหนังที่ดูแล้วตื่นตามาก


ประวัติ
เมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว กรีกยังไม่ได้รวมเป็นอาณาจักร แต่เป็นรัฐอิสระจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นก็คือ สปาร์ตา ซึ่งมีกฎหมายและระบบการปกครองเป็นของตนเอง

ชาวกรีกอยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย

แต่กษัตริย์เซอร์ซิส แห่งเปอร์เซียไม่ทรงพอพระทัยเพียงแค่นี้ ทรงต้องการยึดครองยุโรป

และกรีก ก็คือประตูสู่ยุโรป นั่นเอง

กษัตริย์เซอร์ซิสจึงทรงมุ่งมั่นที่จะตีกรีกให้ได้

พระองค์ได้รวบรวมทหารจากทุกส่วนของอาณาจักร รี้พลกว่า 250,000 นาย ทำการยาตราทัพ เข้าสู่กรีก

ด้วยสภาพภูมิประเทศของคาบสมุทรกรีก นี่คือที่ที่กองทัพผู้รุกรานจะต้องเดินทัพผ่าน เทอร์โมพิลาย

คือยุทธศาสตร์ ที่สำคัญมากสำหรับกองทัพเปอร์เซียที่จะต้องผ่านไปให้ได้

ขอจบแต่เพียงเท่านี้

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

4.Disco King

อันนี้ถูกต้องมั้ยไม่รู้แต่เข้าใจว่าเลโก้น่าจะเอาเขาคนนี้เป็นโมเดลนั่นคือ King of Pop

ไม เคิล แจ็กสัน เพราะทำมาเหมือนช่วงแรกที่เข้าวงการเหลือเกินถ้าผิดพลาดประการใดขออภันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับสำหรับแฟนเพลง ไมเคิล แจ็กสัน


ไม เคิล แจ็กสัน (อังกฤษ: Michael Jackson) (29 สิงหาคม ค.ศ. 1958 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (อังกฤษ: Michael Joseph Jackson) ได้รับการขนานนามว่าเป็น ราชาเพลงป็อป (King of Pop)

ต้น คริสต์ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มมีความโดดเด่นในวงการเพลงป็อป และถือเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่มีแฟนเพลงมากมายผ่านทางช่องเอ็มทีวี ความนิยมของเขามาจากการออกอากาศมิวสิกวิดีโอทางช่องเอ็มทีวี อย่างเช่นเพลง “Beat It”, “Billie Jean” และ “Thriller— เพลงนี้ได้รับเอ่ยถึงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การ ประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของศิลปะ— มิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่องที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่ม ขึ้น วิดีโอเพลง “Black or White” และ “Scream” ก็ยังคงเปิดบ่อยทางช่องเอ็มทีวีในคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วย ลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอ แจ็กสันสร้างความโด่งดังกับท่าเต้นซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลาย ๆ ท่า อย่างเช่นท่าเต้นหุ่นยนต์และท่าเต้นมูนวอล์ก ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องของเขายังเป็นอิทธิพลให้กับศิลปินแนวฮิ ปฮอป ป็อป และอาร์แอนด์บี ให้อีกหลายคน อิทธิพลเพลงของเขามีแพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่น

เขา เป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับสถิติหลายครั้งจากกินเนสบุ๊ค รวมถึงในหัวข้อ เป็นหนึ่งใน”ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล” เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ 13 ครั้ง มี 13 ซิงเกิ้ลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว และมียอดขายรวมกว่า 750 ล้านชุดทั่วโลก เขาถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมเพลงป็อปมากว่า 4 ทศวรรษ ไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2009 อายุได้ 50 ปี




ผลงานอัลบั้ม

* Got to Be There (1972)
* Ben (1972)
* Music & Me (1973)
* Forever, Michael (1975)
* Off the Wall (1979)
* Thriller (1982)
* Bad (1987)
* Dangerous (1991)
* HIStory: Past, Present and Future, Book I (1995)
* Invincible (2001)

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

5.Pop Star

อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ดูแล้วเธอช่างเหมือน Madonna Louise Veronica Ciccone

มา ดอนน่า หลุยส์ เวอโรนิก้า ซิกโคน (อังกฤษ: Madonna Louise Veronica Ciccone) (เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2501) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ มาดอนน่า เป็นนักร้องสาวแนวเพลงป๊อปชาวอเมริกัน ศิลปินซุปเปอร์สตาร์อันดับ1ของโลก ตั้งแต่ยุค 80’s ถึงปัจจุบัน นอกจากความสามารถด้านการร้องเพลงแล้ว มาดอนน่ายังเป็นนักแต่งเพลง, โปรดิวเซอร์ และนักแสดงอีกด้วย

เส้น ทางในวงการเพลงของเธอเดินทางอย่างราบรื่น เธอมีเพลงอันดับ 1 อย่าง Live to Tell, Papa Don’t Preach และ Open Your Heart จากอัลบั้ม True Blue ที่ขายได้ ถึง 22 ล้านก๊อปปี้

ผลงานเพลง

* Madonna (1983)
* Like a Virgin (1984)
* True Blue (1986)
* Who’s That Girl (1987)
* You Can Dance (1987)
* Like a Prayer (1989)
* I’m Breathless (1990)
* The Immaculate Collection (1990)
* Erotica (1992)
* Bedtime Stories (1994)
* Something to Remember (1995)
* Evita (1996)
* Ray of Light (1998)
* Music (2000)
* GHV2 (2001)
* American Life (2003)
* Remixed & Revisited (2003)
* Confessions on a Dance Floor (2005)
* I’m Going to Tell You a Secret (2006)
* The Confessions Tour (2007)
* Hard candy (2008)
* Celebration (2009)

รูปล่อแหลมมากอันอื่นเลยเอามาแค่นี้พอด้านบน

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

6.Ring Master

ผู้ควบคุมการแสดงของโรงละครสัตว์

ใน ระหว่างประเภทมหรสพต่างๆนั้น คงไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า ละครสัตว์ เพราะนอกจากจะมีสัตว์ แสนรู้หลากหลายชนิดมาสร้างความบันเทิงให้เราดูแล้ว ก็ยังมีนักแสดงโลดโผนที่เก่งกาจ มีตัวตลกที่โผล่หน้ามาทีไรได้หัวร่องอหาย มีการใช้อุปกรณ์ประกอบมากมาย จนการที่คณะละครสัตว์เรียกตนเองว่าเป็น การแสดง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก (The Greatest Show on Earth) คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก

คำ ว่า ละครสัตว์ หรือ CIRCUS นั้น หมายถึง CIRCLE หรือ วงกลมนั่นเอง  เป็นเพราะใน สมัยก่อนโน้น เหล่าสุภาพบุรุษ โรมันนิยม เอกเซอร์ไซส์ขี่ม้าไป รอบๆ สนามที่เป็นวงกลม สนามที่โด่งดังที่สุดของโรมันก็คือ เซอร์คัส แม็กซิมุส อันกว้างขวาง บริเวณเชิงเขา พาลาทิเน่ในกรุงโรม นั่นเอง ซึ่งสนามนี้ยังใช้ในการ ประลองแข่งม้ากับแสดงกิจกรรม ต่างๆด้วย แต่ถึงยังไงกิจกรรม เหล่านั้น ก็ยังเรียกไม่ได้ว่า เป็นละครสัตว์แบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ครับ

อ้าว…เมื่อ เรียกละครสัตว์ เก๊าะต้องมีสัตว์ แสดงซีครับ แม้ว่าจะมีสัตว์แปลกๆ หลากหลาย ทั้งชนิดน่าเอ็นดู เช่น นกแก้ว แมวเหมียว กับสัตว์ดุร้าย เช่น เสือ สิงโต แต่ที่จะขาดมิได้ก็คือม้า ซึ่งเป็นสัตว์แรกเริ่ม เรียกว่าถ้าหากขาดม้าออกมาเหยาะย่างละก้อ เค้าว่าจะเรียกว่าเป็นละครสัตว์ไม่ได้เลยแหละ

ถัด มาก็คือนักแสดงบนพื้น (Ground Act) พวกนี้ประกอบด้วยนักตีลังกาหกหน้าหกหลัง นักโยนข้าวของสลับมือ นักกล้ามพลังมหาศาล ซึ่งพวกหลังนี้จะเป็นเรี่ยวแรงในการขนของ โยกย้ายได้อย่างเยี่ยมครับ

แล้ว ก็มีนักแสดงกับเชือกและเส้นลวด โดยแรกๆนั้นก็เป็นการเดินทรงตัวบนเชือกที่ผูกโยง ไว้สูงลิ่ว มีการทำท่าเหมือนจะร่วงลงมาให้คนดู วี้ดว้าย เสียวไส้เล่น ส่วนเส้นลวดนั้นเริ่มมีใช้ในราวปี ค.ศ.1830 สำหรับการแสดงที่มีนํ้าหนักมากๆ อย่างเช่น ขี่แมงกะไซค์ไต่ลวด เป็นต้น


รายการ ที่สร้างความเสียวไส้ให้คนดูมากที่สุด ก็คือการห้อยโหนโยนรับตัวกลางอากาศ (Flying Trapeze) เมื่อ ประสาทเขม็งจากการแสดงห้อยโหนแล้ว ก็ต้องคลายเครียดด้วยทีมตลก (clowns) ซึ่งจะขาดเสียมิได้ ที่จริงนักแสดงตลกนั้นมีความสามารถเชี่ยวชาญในหลายๆด้าน สร้างเสียงหัวเราะเบิกบานให้กับเด็กๆ แค่เห็นหน้าก็ฮาตึงแล้ว
วึ่งจาก ซีรี่ 1 เราก็ได้เจอตัวตลกกันไปแล้ว

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

7.Life Guard

เป็น ผู้ที่คอยสอดส่องดูแลในพื้นที่นั้นๆ โดยอาจเป็นที่สระน้ำ สวนสาธารณะ หรือ ชายหาด โดยผู้ที่จะเป็นได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ ว่ายน้ำแข็ง มีการฝึกมาอย่างดีและ ผ่านการอบรมการช่วยชีวิตทางน้ำ โดยจะมีชุดปฐมพยาบาลเบื่องต้นในการช่วยเหลือ

ซึ่งนอกจากจะเป็นคนแล้วยังมีสัตว์ที่ทำภารกิจนี้ด้วยนะครับ

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

8.Explorer

นักสำรวจผู้โด่งดังในวงการเลโก้นั่นก็คือ Clush Power จากหนังของเลโก้เอง 555+
นึกว่าจะบอก อินเดียน่าโจนอะจิแฟนๆธีมนี้คงชอบ minifig อันนี้น่าดูช่างเข้ากับธีม อินดี้เสียยิ่งกระไร

โบราณคดี (อังกฤษ: Archaeology) คือ วิชาที่ว่าด้วย การศึกษาเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ โดยผ่านทางการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี ที่ได้มาจากการขุดค้น (โบราณวัตถุ) การขุดแต่ง (โบราณสถาน) และการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์ประเภทต่างๆ (ศิลาจารึก จดหมายเหตุ พงศาวดาร) โดยทั่วไป จะต้องใช้ศาสตร์ด้านอื่นๆ ประกอบด้วยเพื่อให้เรื่องราวในอดีตของมนุษย์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ศาสตร์เหล่านั้น เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ ธรณีวิทยา สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ เรณูวิทยา การกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

แนวทางการศึกษาวิชาโบราณคดี โดยทั่วไปจำแนกได้ 6 ลำดับคือ

1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารต่างๆ
2. การออกสำรวจภาคสนาม
3. การขุดสำรวจเพื่อประเมินความสำคัญของแหล่ง
4. การขุดค้นทางโบราณคดี
5. การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการขุดค้น
6. การสังเคราะห์ข้อมูล และ ตีความเรื่องราวของแหล่งโบราณคดีนั้นๆ

ชิ้นส่วนทั้งหมด

ด้านหน้า

ด้านข้าง

โรงนา+ร้านไอศครีม

อันนี้ที่จริงจะทำร้านไอติมกับโรงนาทำไปทำมาเป็นอะไรไม่รู้

โรงนาทำไปทำมาเป็นไรไม่รู้


 

อันนี้ร้านไอติม