Minotaur

Minotaur

มิโนทอร์(Minotaur)

มิ โนทอร์เป็นโอรสของกษัตริย์ไมนอสแห่งครีตซึ่งมีร่างกายเหมือนมนุษย์แต่มีหัว เป็นวัวออกอาละวาดไปทั่วกรุงเอเธนส์กษัตริย์ไมนอสจึงสั่งให้กักขังมิโนทอร์ ไว้ในปราสาทเขาวงกตซึ่งออกแบบโดยเดดาลัสสถาปนิกที่เก่งที่สุดในราชสำนักโดย กษัตริย์ไมนอสจะส่งคนไปเป็นอาหารให้มิโนทอร์และถึงคราวที่ต้องส่งธีสซูส (Theseus) เจ้าชายแห่งเอเธนส์ไปเป็นเหยือของมิโนทอร์โดยมีเพื่อนร่วมตายไปเป็นเหยื่อ เช่นกันโดยธีสซูสสาบานว่าจะฆ่ามิโนทอร์โดยการผูกเชือกไว้ข้างนอกแล้วถือ เชือกเข้าไปในห้องที่มิโนทอร์แล้วสังหารในขณะที่มันหลับแล้วเดินตามเชือกที่ วางไว้ตามทางที่เดินผ่านมาออกมาข้างนอกได้กษัตริย์ไมนอสทรงกริ้วจึงรับสั่ง ให้กักขังเดดาลัสและอิคารัสลูกชายของตนไว้ในเขาวงกตโดยเดดาลัสได้ทำปีกจาก ขี้ผึ้งเพื่อให้อิคารัสบินหนีแต่อิคารัสบินสูงเกินไปขี้ผึ้งได้ละลายอิคารัส จึงตกทะเลตาย

เมื่อ สี่พันกว่าปีก่อนโน้น เกาะครีต(CRETE) ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์-เรเนียน มีสภาพเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมไมโนอัน อันรุ่งเรือง นับได้ว่าดินแดนในแถบนี้มีวัฒนธรรมประเพณี และความมั่งคั่งมาก่อนกรีกหลายศตวรรษ ทว่าในท้ายที่สุด ดินแดนอารยธรรมนี้ก็พบกับความพินาศล่มจมจากการที่เกาะธีรา (Thira เดี๋ยวนี้คือเกาะซานโครินี อยู่ห่างออกไป 70 ไมล์) อันเป็นเกาะสำคัญของแผ่นดินได้ถูกคลื่นยักษ์จากแรงภูเขาไฟระเบิดถล่มทลาย สร้างความเสียหายให้จนย่อยยับ อารยธรรมไมโนอันก็จางหายไปจากโลกจากนั้น เป็นต้นมา(เรื่องนี้อาจเป็นต้นเค้าของตำนานแอตแลนติส ซึ่งถูกเทพลงโทษด้วยการส่งน้ำมาท่วมเกาะก็เป็นได้)

ครีต ไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่ นอกจากตำนานกษัตริย์ ไมนอส และ มิโนทอร์ (Minotaur) สัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งวัว จอมตะกละ อาศัยอยู่ในเขาวงกตใต้ พระราชวัง แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านมาจนกระทั่ง ถึงศตวรรษที่ 20 เซอร์ อาเธอร์ อีแวน ผู้หลงใหลตำนาน กลับพลิกแผ่นดินเกาะครีต หาเมืองหลวง คนอสสอสเผยขึ้นปรากฏแก่สายตา ผู้คนทั่วโลกสำเร็จ

ใครๆก็พากันตื่นเต้น คิดว่าตำนานเป็นจริง!!

ที่ นี่ เซอร์อีแวน พบซากเมืองขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับท่าเรือ เมื่อประมาณเอาจากสิ่งก่อสร้างหลงเหลือต่างๆ คนอสสอสคงเคยมีพลเมืองถึง 100,000 คน และคงเป็นเมืองมั่งคั่งร่ำรวยเอาการ โดยเฉพาะถ้าจะพิเคราะห์จากซากสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งโดดเด่นที่สุด สิ่งก่อสร้างหลังนี้เป็นอาคารเล่นระดับ มีห้องนับเป็นร้อย และมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน ส่วนที่สมบูรณ์ที่สุดแสดงให้เห็นว่า ผนังมีการประดับตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกสีสดใส เป็นเรื่องราวของชีวิตในท้องทะเล นางระบำ และการบูชาวัว

นอก เหนือจากนี้ ในสิ่งก่อสร้าง ยังมีสิ่งของต่างๆ อีกมาก ทั้งยุ้งทำด้วยหิน เศษเครื่องดนตรี ขวานทำด้วยบรอนซ์ และหัวธนู กระดานตารางหมากรุก ขนาดใหญ่ ราวเมตรคูณเมตร ทำจากทองคำฝังงา แก้วและดินเผาเคลือบมัน มีห้องโถงด้านหน้า ก็มีการปูหินอลาบาสเตอร์ ขัดมัน แถมด้วยเสาหินอันแสดงลักษณะ สิ่งก่อสร้างของชาวไมโนอันอีกด้วย

ซอร์ อีแวน และนักโบราณคดีหลายคน จึงสรุปเอาจากหลักฐานที่พบว่า ที่นี่ต้องเป็นพระราชวัง ของกษัตริย์เป็นแน่แท้ ผู้คนต่างพากันเชื่อถือเซอร์ อีแวน อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน ฮันส์ จอร์จ วันเดอลิช มีความเห็นแตกต่างออกไป

เขาว่าสิ่งที่เซอร์ อีแวน พบไม่น่าใช่ พระราชวังหรอก แต่เป็นสุสานขนาดใหญ่มากกว่า!?!

วัน เดอลิช อ้างว่า ไหขนาดใหญ่ที่นัก โบราณคดีพบ และคิดว่าเอาไว้สำหรับเก็บเมล็ดพืชน้ำมันและไวน์ อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นไหสำหรับใส่ศพ ซึ่งคนโบราณนิยมดองร่างไว้ด้วย น้ำผึ้ง ส่วนหินที่คิดว่าเป็นยุ้งก็น่าจะเป็นตัวสุสานเสียเอง เช่นเดียวกับภาพเขียน ก็คงไม่ได้มีไว้ตกแต่ง แต่น่าจะเป็นวิธีบอกวิญญาณถึงการเปลี่ยนภาวะไปสู่ชีวิตหลังความตาย

วัน เดอลิชยืนยัน (ส่วนจะนั่งยันด้วยหรือเปล่า เอกสารไม่ได้บอกไว้) ว่า ที่นี่ต้องไม่ใช่พระราชวังแน่ ด้วยเหตุที่ประการแรก สิ่งก่อสร้างตั้งอยู่ในบริเวณป้องกัน การรุกรานของศัตรูจากแผ่นดินได้ยาก ข้อสอง ไม่มีน้ำพอสำหรับคนจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ประการที่สามที่ร้ายที่สุด ไม่ยักมีครัวและคอกม้าอยู่ตรงไหนเลย หรือว่าคนที่อยู่ที่นี่ไม่ต้องกิน ไม่ต้องเดินทาง

เขา ยังเน้นต่อไปอีกว่า ห้องที่เชื่อกันว่าเป็นห้อง สำหรับพระราชวงศ์หลายห้อง ก็ชื้นแฉะไม่มีหน้าต่าง และยังอยู่ต่ำกว่าพื้นดินเสียอีก ใครหนอจะทนอุดอู้อยู่ในห้องอับ ไม่ออกมาชื่นชมธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ ไม่น่าจะใช่ที่ที่คนอยู่เลยจริง จริ๊ง

แต่ สำหรับเราคนที่สนใจฟัง คงได้แต่ทำตาปริบๆไปพลางก่อน จนกว่าจะมีใครสักคนหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาหักล้างให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย ว่า ระหว่างเซอร์ อาเธอร์ อีแวน กับ ฮันจ์ จอร์จ วันเดอลิช ใครจะแน่กว่ากัน…แหะ แหะ

เกร็ดตำนานคนครึ่งวัว

ที่มาของ ความเชื่อเรื่องเขาวงกต มาจากตำนานกรีกเรื่องหนึ่ง กล่าวถึงพระนางปาซิปาอี มเหสีของราชาไมนอส ถูกสาปให้ไปหลงรักวัวขาว ที่สามีของเธอไม่ยอมแก้บนบูชายัญไปให้โป-ไซดอนเจ้าแห่งทะเล ผลพวงของความรักต่างสปีชี่ ทำให้เกิดสัตว์ ประหลาดครึ่งคนครึ่งวัวเรียกกันว่า มิโนทอร์ (Minotaur) เจ้าตัวนี้แหละที่ทำให้พระราชาแสนจะอับอาย เพราะว่ามันประจานความผิดของพระองค์ในแง่ไม่ รักษาสัญญา เลยจำเป็นต้องจับเจ้าเด็กประหลาดขังไว้ในห้องเขาวงกตที่แดดาลุสออกแบบ

กาล ต่อมา เมื่อราชาไมนอส ยกกองทัพไปตีเอเธนส์ชนะ พระองค์เรียกร้อง บรรณาการเป็นหนุ่มสาว ชาวเอเธนส์อย่างละเจ็ดคนทุกปี เอาไปให้มิโนทอร์รับประทาน เรื่องจบลงตรงที่ครั้งสุดท้าย วีรบุรุษเธสซีอุส เดินทางมาเป็นบรรณาการมีชีวิต ได้ฆ่าสัตว์ประหลาด ด้วยกำลังมหาศาลของเขา และสามารถหาทางออกมาจากเขาวงกต ด้วยอุบายกลุ่มด้ายที่อรีแอดนี่บอกให้….

ตำนาน นี้ดูเหมือนจะเป็นนิทานไร้ความจริง แต่พอพระราชวังที่คนอสสอสเผยโฉมขึ้น เราจะเห็นทันทีว่า ออกแบบอาคารพระราชวังนี้ มันซับซ้อนเสียจนคนไม่เคยไปมีสิทธิ์หลงเขาได้ง่ายๆ ไหน จะมีบันไดอยู่หลายอันในระยะใกล้ๆกัน แต่กลับเชื่อมห้องต่างๆในต่างชั้น ไหนเฉลียงหลาย ที่นำมาจากลานแห่งหนึ่งไปสู่ทางเลี้ยวและหักมุม ไหนจะห้องที่สร้างไว้อย่างแปลกๆ ความซับซ้อนชวนงงเช่นนี้ อาจเป็นรากฐานความเชื่อเรื่องเขาวงกต (Labyrinth) ได้ไม่ยากเลย.

Bandit

Bandit

หนัง คาวบอยเก็บเงินเรื่องแรกของโลก สร้างในปี ค.ศ. ๑๙๐๓  คือเรื่อง “การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Train Robbery)”  สร้างโดยลูกจ้างคนหนึ่งของบริษัทภาพยนต์โธมาส เอดิสัน(Thomas Edison’s motion picture)  กำกับการแสดงโดย เอ็ดวิน เอส. พอร์เตอร์(Edwin S. Porter ) ซึ่งเขาเป็นตากล้องเก่าแก่คนหนึ่งของนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าและเครื่องฉายหนังให้เราได้ใช้กันทุกวันนี้ นั่นคือ  โธมาส อัลวา เอดิสัน Thomas Alva Edison(February 11, 1847–October 18, 1931)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังใบ้ขาวดำ มีเสียงดนตรีประกอบคล้ายหนังตลก ชาลี แชปปลิ้น  ความยาวหนัง ๑๐ นาที มี ๑๔ ฉาก ซึ่งดูแล้วถือได้ว่าก้าวหน้าเหลือเชื่อ ภาพยังคมชัดอยู่เลย พล็อตก็ดี หนังบางเรื่องยุคปัจจุบันยังสู้ไม่ได้ มีครบเครื่องหนังคาวบอย คือมีทั้งการปล้น มีตลก ตื่นเต้น มีฉากคาวบอยเต้นรำ ฉากขี่ม้ายิงปืน

การตัดต่อหนังเรื่องนี้ถือว่าดีมาก คือแม้ไม่มีเสียงพูด ก็เดาเรื่องราวได้ดี ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดมาดูได้ฟรี เพราะเป็นหนังที่ลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว โดยไปที่เว็บไซต์ http://emol.org/movies/greattrainrobbery/index.html

คน ในวงการหนังบางคนถือว่า หนังเรื่อง “การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่” นี้ เป็นหนังที่เริ่มต้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พล็อตเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๐ เมื่อสมาชิกแก๊งโจรจากที่ซ่อนลึกลับที่ชื่อ “รูในผนัง (Hole in the Wall)” ของ ยอร์จ ลีรอย พาร์กเกอร์  (Grorge Leroy Parker) หรือที่รู้จักกันในนาม บุตช์ แคสสิดี้(Butch Cassidy) ได้หยุดรถไฟขบวนหมายเลข 3 บนเส้นทางรถไฟสายยูเนียน ปาซิฟิก ที่มุ่งเข้าเมืองเทเบิ้ล ร็อค (Table Rock) ไวโอมิง และได้ระเบิดตู้เซฟได้เงินไป ๕ พันดอลลาร์

นับจากนั้น คนอเมริกันที่มีฐานะดีก็มีหนังคาวบอยดูกันตามโรงละคร โดยไม่ต้องเดินทางไปดูการแสดงสดไกลๆ อย่างของ บัฟฟาโล บิลล์  อีกต่อไป  แม้อุตสาหกรรมหนังจะสร้างหนังหลายประเภท แต่ค่านิยมในการแสดงคาวบอยของบัฟฟาโล บิลล์ ยังอยู่ จึงมีผลทำให้หนังคาวบอยขายดีอย่างยาวนาน มีการสร้างหนังคาวบอยยุคแรกเป็นพันเรื่อง ปัจจุบันก็ยังสร้างสลับหนังประภทอื่นอยู่เรื่อยๆ  หนังคาวบอยได้อัดฉีดค่านิยมในวิถีชีวิตแบบคาวบอยและวัฒนธรรมตะวันตก ให้แก่คนอเมริกันและชาติอื่นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

Classic Alien

Classic Alien

มนุษย์ต่างดาว

เรื่อง ราวเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” นั้น ยังเป็นเรื่องชวนให้สนใจของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงเรื่องปรุงแต่งขึ้นมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้คนหลายคนได้อ้างว่าพบเห็นมนุษย์ต่างดาวมาเยือนยังโลกมนุษย์ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือไม่

มนุษย์ต่างดาว (Alien) เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบินมนุษย์ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น เอเลี่ยน , สตาร์วอร์ส , เม็น อิน แบล็ค, ไอดี 4 : สงครามวันดับโลก เป็นต้น

การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว

ได้มีการแบ่งประเภทการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวไว้ 5 ระดับ คือ

การ เผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง (Close Encounters of the First Kind) หมายถึง การได้พบปะหรือเจอะเจอกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวในระยะที่ไกลห่างออกไป เช่น จานบินลอยอยู่บนท้องฟ้า หรืออยู่ห่างจากผู้ที่พบเจอในระยะ 50 หลา เป็นต้น

การเผชิญหน้าระดับที่สอง (Close Encounters of the Second Kind) หมายถึง การพบปะกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวคล้ายกับการเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง แต่อยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้น เช่น อาจพบจานบินที่จอดอยู่บนพื้น เป็นต้น

การ เผชิญหน้าระดับที่สาม (Close Encounters of the Third Kind) หมายถึง การได้เข้าไปในจานบินจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และ สามารถออกมาได้

การเผชิญหน้าระดับที่สี่ (Close Encounters of the Fourth Kind) หมายถึง การที่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป อาจจะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และออกมาได้

การเผชิญหน้าระดับที่ห้า (Close Encounters of the Fifth Kind) หมายถึง การที่มีการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในระดับที่เป็นกิจจะลักษณะ สามารถสื่อสารกันได้ความระหว่างมนุย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว

ยูเอฟโอ (UFO)

คำ ว่า”ยูเอฟโอ” นี้มาจาก UFO=Unidentified flying Object หรือถอดพอได้ใจความตามภาษาไทยว่า “วัตถุบินที่ไม่สามารถจำแนกได้”หรือรวบรัดเอาง่ายๆว่า จานผี ซึ่งมันก็เป็นอะไรสักอย่างที่สับสนอยู่เหมือนกัน ถ้าท่านพูดกับบุคคลที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มา แล้วพวกเขาก็จะคิดขึ้นมาทันทีว่า-มันเป็นจานบินที่ขับขี่โดยมนุษย์ตัวเล็กๆ สีเขียว-ซึ่งไม่ถูกต้องเลย

ยูเอฟโอนี้หมายถึง “วัตถุหรือปรากฏการณ์ใดๆในอากาศซึ่งผู้พบเห็นไม่สามารถที่จะอธิบายได้” ซึ่งมันอาจจะเป็นลูกไฟประหลาดหรือประเภทของดาวตก,เมฆที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง แปลกประหลาดกลุ่มหมู่บินหรือการบุกของกองเรือรบ

ยูเอฟโอส่วนมากที่สุดคือเหตุการณ์โดยธรรมชาติที่ห่างไกลจากคำอธิบายของ นวนิยายในทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ถ้าท่านเกิดความรู้สึกที่อยากจะหาเรื่องหาราวขึ้นมาในวันนี้แล้วละก็คำว่า “บิน” นี้มันก็อาจจะรวมได้ทั้ง บางสิ่งบางอย่างที่มันตกลงมา จากฟากฟ้าหรือแม้แต่กลไกอะไรสักอย่างที่มันลงมาสู่พื้นดิน

ดาว 5 แห่งแหล่งต้องสงสัยกำเนิด “มนุษย์ต่างดาว”

นัก ดาราศาสตร์อเมริกันระบุรายชื่อดาวฤกษ์ 5 ดวงบริเวณใกล้เคียงกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าอาจจะเป็น แหล่งพำนักของสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่าง “มนุษย์ต่างดาว” ที่ชาวโลกควานหามานานหลายสิบปี

นานมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ดักฟังสัญญาณวิทยุจากกาแล็กซีอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป ด้วยความหวังว่า จะพบกับสิ่งมีชีวิตที่มีความศิวิไลซ์ในดาวดวงอื่น

ในการประชุมประจำปีของสมาคมวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) ที่จัดขึ้นที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ มาร์กาเร็ต เทิร์นบูล (Margaret Turnbull) แห่งสถาบันคาร์เนอร์กีในวอชิงตัน ดีซี (Carnegie Institution of Washington) ได้เปิดเผยกฎเกณฑ์สำหรับการค้นหาดวงดาวที่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ อาทิ อายุของดวงดาวนั้นๆ และปริมาณธาตุเหล็กในชั้นบรรยากาศ

แคนดิเดตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในบรรดาดาว 5 ดวงตามเกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ ดาวเบตา ซีวีเอ็น (beta CVn) ในกลุ่มดาวเคนส์ เวนาชิติ (Canes Venatici) ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ และอยู่ห่างออกไป 26 ปีแสง หรือ 153 ล้านล้านไมล์

ก่อนหน้านี้ ดร.เทิร์นบูลระบุว่า มีดาวเคราะห์ประมาณกว่า 17,000 ดวงที่เธอเชื่อว่า อาจเป็น ‘ระบบดาวฤกษ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้’ กล่าวคือ มีเงื่อนไขทางกายภาพที่ไม่สุดโต่งเกินไปที่จะจำกัดวิวัฒนาการและพัฒนาการของ สิ่งมีชีวิตนอกโลกและเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตนั้น

จากสมมติฐานดังกล่าว เธอเลือกดาวฤกษ์ออกมา 5 ดวงที่ดูมีแนวโน้มมากที่สุดที่สนับสนุนทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดหากเราต้องย้ายออกจากโลก หรือเพื่อศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

“เซติ” หรือ SETI ( Search for Extraterrestrial Intelligence ) คือ สถาบันเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตใน ระบบจักรวาล ด้วยการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลที่ประจำอยู่ในหอดูดาวทั่วโลก เพื่อตรวจดูบนฟ้าว่ามีการส่งสัญญาณชั้นสูงจากที่ใดบ้าง

นอกจากนั้น นักดาราศาสตร์ยังรวบรวมชุดหลักการที่เรียกว่า หลักการเซติ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโครงของสิ่งที่ควรทำหากตรวจพบสัญญาณเรียกมาจากสิ่งมี ชีวิตนอกโลก

ทว่า ภารกิจอันใหญ่ยิ่งนี้หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ควรหาวิธีลดเป้าหมายการค้นหาให้แคบลง ซึ่งก็คือวิธีการของ ดร.เทิร์นบูลในการเน้นถึงดวงดาวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดซึ่งโคจรอยู่ รอบๆ โลกที่เราอาศัยอยู่

เกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ จะต้องเป็นดาวที่มีอายุอย่างน้อย 3,000 ล้านปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โลกก่อกำเนิดและวิวัฒนาการจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งการก่อกำเนิดอารยธรรมขั้นสูงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ดังเช่นอารยธรรมของโลกเรา

ทั้งนี้ ดาวที่มีความเป็นไปได้ยังต้องมีธาตุเหล็กประกอบอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างน้อย 50% หากน้อยกว่านั้น จะไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยก้อนหินเหมือนกับ โลกรอบๆ ดาวฤกษ์ดวงนั้น

ขณะเดียวกัน ดวงดาวที่มีมวลสารหนาแน่นกว่าดวงอาทิตย์เกิน 1.5 เท่า ยังมีแนวโน้มว่าจะมีอายุไม่ยืนยาวพอผลิตสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่อยู่อาศัย’ ซึ่งหมายถึงบริเวณรอบๆ ดวงดาวที่ดาวเคราะห์ภายในโซนนั้นสามารถที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์บนพื้นผิว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ เนื่องจากหากดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดาวฤกษ์เกินไป ความร้อนจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ แต่ถ้าไกลเกินไป น้ำอาจแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง นักวิจัยของสถาบันคาร์เนอร์กียังตัดดาวฤกษ์ที่มีบริวารจำนวนมากออกไป เนื่องจากดาวบริวารเหล่านั้นอาจรบกวนพื้นที่อยู่อาศัย

ทางด้าน จิลล์ ทาร์เตอร์ (Jill Tarter) แห่งสถาบันเซติ กล่าวในที่ประชุมเดียวกันว่า นับจากนี้ต่อไป เซติจะฝึกการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลโดยเน้นที่ดาว 5 ดวงในลิสต์ของ ดร. เทิร์นบูล ซึ่งนอกเหนือจากดาวเบตา ซีวีเอ็นแล้วยังประกอบด้วย

ดาวเอชดี 10307 ซึ่งเป็นดาวในระบบสุริยะเหมือนกับโลก อยู่ห่างออกไป 42 ปีแสง มีมวลสาร อุณหภูมิ โลหะเกือบเหมือนกับดวงอาทิตย์ และมีดาวบริวารหนึ่งดวง

ดาวเอชดี 211415 มีโลหะเป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ เย็นกว่าดวงอาทิตย์นิดหน่อย และอยู่ไกลกว่าเอชดี 10307 เล็กน้อย ดาว 18 สโก (18 Sco) ในกลุ่มดาวแมงป่อง มีลักษณะใกล้เคียงจนถูกเรียกว่าเป็นคู่แฝดของดวงอาทิตย์

สุดท้ายคือ ดาว 51 ปิกาซัส (Pegasus 51) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยในปี 1995 นักดาราศาสตร์สวิสรายงานว่า ตรวจพบดาวเคราะห์ดวงแรกเหนือระบบสุริยะ โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงนี้ และไม่นานนักดาราศาสตร์อเมริกันยืนยันว่า พบวัตถุที่คล้ายกับดาวพฤหัสในบริเวณเดียวกัน

Genie

Genie

คุณยักเจนนี่คนนี้ เลโก้ทำขามาได้แปลกใหม่มากเลยทีเดียว

ตะ เกียงอะลาดิน (Aladdin’s Lamp) ตามตำนานที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายคือ เมื่อขัดถูบนตะเกียง ยักษ์จินนี่จะปรากฏกายออกมาเพื่อมอบความสุขสมปราถนาแด่ผู้ถูตะเกียงเสมือน หนึ่งผู้เป็นนายของมัน

ความเชื่อเก่าแก่จากเรื่องเล่าปรัมปรา อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องของ “Aladdin Night” (อาหรับราตรี) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “The Book of One Thousand and One Night” (พันหนึ่งราตรี) ในหนังสือเล่มนี้เป็นตำนานมหากาพย์ของอาหรับผ่านการเล่าขานจากพระนางเซเฮอร์ ซาเด ทั้งนี้เนื่องจากความหวาดระแวงของพระเจ้าซาห์เรียร์ ที่ไม่เคยวางพระทัยในพระมเหสีองค์ใด พระองค์ทรงกริ้วที่พระมเหสีองค์แรกของพระองค์ลักลอบมีชู้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชิวิตนางเสีย จากนั้นมา เมื่อใดที่พระองค์ทรงอภิเษกกับหญิงพรหมจรรย์นางใดก็จะร่วมผ่านเพียงราตรี เดียว ครั้นอรุณรุ่งก็จะต้องโทษประหารชีวิตทุกรายไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเซเฮอร์ซาเดย์ถวายตัวเป็นพระมเหสีองค์ใหม่ พระนางจึงใช้อุบายในการเล่านิทานอันมหัศจรรย์และสนุกสนาน เพื่อยืดระยะเวลาให้เนิ่นนานออกไปวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า แต่ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามนางจะไม่เล่าจบในคืนนั้น และจะค้างเรื่องที่กำลังสนุกไว้เช่นนั้น ทำให้พระเจ้าซาห์เรียร์จำเป็นต้องให้พระนางมีชีวิตอยู่ต่ออีกวันหนึ่งและอีก วันหนึ่ง เพื่อฟังนิทานเรื่องเล่านั้นๆให้จบ แต่นิทานต่างๆที่แสนสนุกและมหัศจรรย์เหล่านี้จะเล่าค้างคา คืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งพันราตรีกับอีกคืนหนึ่ง พระองค์จึงตัดสินพระทัยละเว้นการประหารพระนางในที่สุด และนี่เองกลายเป็นที่มาของคำว่า “พันหนึ่งราตรี”

เรื่อง เล่าอันมหัศจรรย์ของอะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เป็นหนึ่งในนิทานพันหนึ่งราตรีนั่นเอง เล่าถึงเด็กหนุ่งผู้ยากไร้นามว่า “อะลาดิน” ที่ถูกจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายปลอมเป็นลุงของเขา แล้วล่อลวงอะลาดินเข้าไปในถ้ำเพื่อนำตะเกียงวิเศษออกมา แต่เมื่ออะลาดินรู้เท่าทันเล่ห์อุบายว่าจะถูกหักหลังจึงไม่ยอมคืนตะเกียงใบ นั้นให้ และด้วยเหตุบังเอิญที่ทำให้เขาถูตะเกียงใบนั้นเข้า เจ้ายักษ์จินนี่ก็ปรากฏร่างออกมาจากตะเกียงเพื่อมอบความสมปราถนาให้แก่ผู้ เป็นเจ้านายของมัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อะลาดินมีชัยชนะต่อจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายและต่อมามีชื่อ เสียงโด่งดัง จนกระทั่งได้แต่งงานกับพระธิดาเลอโฉมขององค์สุลต่านในเวลาต่อมา (สังเกตุได้ว่า “อะลาดิน” มาจากภาษาอาหรับคือ “อาลาอุด-ดิน (Alad’ad-Din”) หมายถึง “จิตใจอันภักดี” ส่วนคำว่า “จินนี่ (Jinni)” หรือ “ดินนี่ (Djinni)” ซึ่งเป็นชื่อของปีศาจผู้ทรงพลังอำนาจยิ่งใหญ่

มีความเชื่อกันว่า กลิ่นจากน้ำมันหรือกลิ่นจากเทียนไข น่าจะมาจากกลิ่นอายของจินนี่ที่ออกมาจากตะเกียงวิเศษ เพราะในภาพจินตนาการเกี่ยวกับจินนี่ตะค่อยๆลอยออกมาเป็นควันจากตะเกียง ดังนั้น เมื่อใดที่เทียนไขถูกเผาไหม้และเกิดแสงสว่างลุกวาบขึ้นมาทันใด เชื่อกันว่าจะเกิดเหตุอันไม่คาดคิดเกิดขึ้น

เรื่องเล่าของตะเกียงวิเศษ หรือตะเกียงอะลาดิน ทำให้รูปตะเกียงกับเจ้ายักษ์จินนี่ กลายมาเป็นเครื่องประดับที่เปรียบประหนึ่งเครื่องรางประจำตัวของผู้สวมใส่ รวมทั้งยักษ์จินนี่ที่อาจแกะสลักให้เป็นลวดลายอยู่บนตะเกียงหรือขวดใบจิ๋ว ดังนั้นมักเชื่อกันว่า หากผู้ใดสวมใส่เครื่องรางรูปตะเกียง ก็เชื่อมั่นว่า อำนาจสุดวิเศษของตะเกียงของตะเกียงสุดมหัศจรรย์จะบังเกิดแก่ตัวเราและจะติด ตัวไปในทุกๆที่ที่เต็มไปด้วยความโชคดีปลอดภัย

Leprechaun

Leprechaun

น้อง ภูติคนนี้สิ่งแรกที่เห็นคือหม้อนี่เหมือนหม้อน้ำผึ้งที่ pooh ชอบถือเลยครับ คนนี้นี่มีโถเท่านั้นที่แปลกใหม่ Part อื่นๆก็เดิมๆ แต่ที่เด็ดคือสีเขียวชัดตามากทำให้เด่นเมื่อตั้งรวมกับเพื่อนๆ 4/10

Leprechaun เลปริคอน

เลปริ คอน Leprechaun เป็นคนแคระเล็ก ๆ ที่เชื่อกันว่ามีแหล่งกำเนิดอยู่ืที่ไอร์แลนด์ The Republic of Ireland ดินแดนทางทิศเหนือของทวีปยุโรป เชื่อกันว่าพวกเขาเป็นนักสะสมเหรียญทองและเป็นช่างทำรองเท้าที่ประณีตมาก พวกเขาเป็นผู้ทำรองเท้าแสนสวยให้เหล่านางฟ้าและภูตเลปริคอน Leprechaun กับรองเท้าและหม้อบรรจุเหรียญทองคำ

เวลา คุณพบเห็นเขาจึงมักจะเห็น เลปริคอน Leprechaun กับรองเท้าข้างหนึ่งเสมอ ซึ่งพวกเขาจะซ่อนอีกข้างไว้เพื่อสะดวกในการหลบหนีถ้าเกิดไปจะเอ๋กับพวก มนุษย์เข้า ส่วนเหรียญทองของพวกเขานั้น พวกเลปริคอน Leprechaun จะซ่อนมันไว้ในหม้อเล็ก ๆ และเหรียญทองในหม้อเล็ก ๆ นี่แหละ ทำให้พวกมนุษย์ชอบจับตัวพวกเขาไว้ แล้วขู่ ถามให้พวกเขาพาไปหาที่ซ่อนของหม้อบรรจุเหรียญทองคำนั้น
เลปริคอน Leprechaun กับรูปร่างลักษณะ นิสัยใจคอของพวกเขา

เลปริ คอน Leprechaun นั้นเป็นคนแคระร่างเล็กที่ชอบนอนจำศีลเมื่อฤดูหนาวมาเยือน พวกเขาจะนอนในถ้ำที่อบอุ่นห่างไกลจากลมหนาวหรือโพรงต้นไม้ที่อุ่นสบายไม่มี ลมหิมะพัดผ่าน จนกระทั่งแสงแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิมาเยือน พวกเขาถึงจะตื่นขึ้นมาช่วยกันทำรองเท้าให้บรรดาเหล่านางฟ้าอีกครั้ง….แน่นอน ต้นฤดูใบไม้ผลิ ต้องมีนางฟ้าดอกไม้ ต้นไม้ ภูตต่าง ๆ มาเข้าคิวรอคอยพวกเขามากมาย ข้างนอกถ้ำ หรือ โพรงต้นไม้

เรา จะมักเห็นเลปริคอน Leprechaunในชุดสีเขียวหรือสีแดงเสมอ พวกเขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อแจ็กเก็ตที่ตัดเย็บอย่างดี ประณีตสวยงามขลิบระบายด้วยผ้าลูกไม้เล็ก ๆ  ด้านในมีเสื้อกั๊กผ้าสักกระหลาดสีเดียวกัน และสวมกางเกงแนบตัวสีเดียวกับชุด และพวกเขายังชอบสวมผ้ากันเปื้อนครึ่งตัวเกือบตลอดเวลา ( ก็พวกเขาเป็นช่างทำรองเท้าที่มีชุดสวย ๆ ใส่นี่คะ…คงไม่อยากให้ชุดเปื้อนแน่ๆ เลย ) ที่ขาดไม่ได้เลยคือหมวกสีเดียวกับชุด และที่สำคัญที่สุดพวกเขาจะชอบใช้กระดุมติดเสื้อแจ็กเก็ตที่ทำจากทองคำ สีทองแวววาว และหัวเข็มขัดที่ทำจากทองคำเช่นกัน ซึ่งจะได้รับการดูและขัดเป็นมันปร๊าบดูหรูหรามาก หัวเข็มขัดนี้ เป็นทั้งหัวเข็มขัดจริง ๆ และ เป็นหัวเข็มขัดที่พวกเขาใช้ประดับรองเท้าหนังอย่างดีคู่สวยของพวกเขาอยู่ เสมอ

เลปริ คอน Leprechaun ตามที่เล่าขานกันมา จะเป็นชายแก่หน้าตาใจดี ดูสะอาดสะอ้านและมักจะขี้อาย พวกเขาเป็นภูติที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับภูติหรือนางฟ้าอื่น ๆ แต่พวกเขามักจะชอบตกใจและเกลียดคนใจร้ายที่วิ่งไล่จับพวกเขา เพื่อขู่ ถามที่ซ่อนของหม้อทองคำ

ลักษณะ พิเศษ อีกอย่างของพวกเลปริคอน Leprechaun คือ พวกเขาจะทราบที่ซ่อนของสมบัติมากมาย และพวกเขายังชอบหาที่ซ่อนของสมบัติต่าง ๆเป็นงานอดิเรกอีกด้วยค่ะ……อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็เป็นได้ พวกมนุษย์จึงชอบตามจับพวกเลปริคอน Leprechaun มาคาดคั้นถามถึงที่ซ่อนของสมบัติ

และ ยามใดที่พวกเลปริคอน Leprechaun โดนมนุษย์จับเข้าให้ หรือจวนตัวจริง ๆ เมื่อตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจะหยิบขวดยาเล็ก ๆ ออกมาแล้วเป่าผงยาบางอย่างใส่หน้าคนที่จับเขา …….ซึ่งกว่าคนนั้นจะหายจาม พวกเลปริคอน Leprechaunก็หายตัวไปหมดแล้วล่ะค่ะ

จบ เลปริคอน leprechaun

Flamenco Dancer

Flamenco Dancer

วิธีการคลำนั้นก็คลำหากระโปรงและพัด ก็จะได้น้องนักเต้นระบบสเปนไปชื่นชมกันครับ
น้อง คนนี้ทรงผมเหมือนนักเล่น ไอซ์สเก็ต ใน Series 5 แต่ผมเป็นสีทอง ส่วนพดนั้นก็อันเดิมกับ Kimono ใน Series 5 เช่นกัน ส่วนเสื้อและกระโปรงนั้นทำออกมาใหม่ หน้ามีไฝด้วยเหมือนใครซักคนในรุ่นก่อนๆ

ให้คะแนน 4/10 ครับ

Flamenco เป็นภาษาสเปน หมายถึง ดนตรีประเภทหนึ่ง รู้จักกันดีในความเร็ว และซับซ้อน และระบำประเภทหนึ่ง ซึ่งเต้นโดยใช้เท้าให้เกิดเสียง แต่ต้นกำเนิดนั้นไม่ปรากฏชัดแจ้งนักว่าอยู่ในสมัยไหน ส่วนคำเรียกระบำชนิดนี้ว่า Flamenco นั้น ตั้งชื่อตามนก Flamingo

ระบำ Flamenco เป็นระบำที่รวบรวมเอาดนตรีที่ซับซ้อนและประเพณีวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ถ้าหากว่าลองพิจารณาวัฒนธรรมของสเปนโดยทั่วไปแล้ว ระบำ Flamenco ก็จะมีต้นกำเนิดมาจากภาคที่หนึ่ง คือ Andalucia

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะ Extremadura และ Murcia ก็นำมาซึ่งการพัฒนาระบำ Flamenco ประกอบเพลง และนักเต้น Flamenco ที่มีชื่อเสียงจำนาวนมากล้วนถือกำเนิดมาจากดินแดนของรัฐอื่นๆ

เป็นที่รู้กันดีว่า Flamenco นั้น ถือกำเนิดจากวัฒนธรรมอาระบิก อันดาลูเชียน เซฟาร์ดิก และยิปซี ซึ่งพบมากใน Andalucia

อิทธิพล ของชาวละตินอเมริกาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวคิวบา ล้วนมีส่วนสำคัญต่อรูปแบบของระบำ Flamenco ประกอบเพลง ระบำ Flamenco นั้นจะต้องเล่นควบคู่ไปกับกีตาร์ Flamenco ด้วย

ครั้ง หนึ่ง ต้นกำเนิดของ Flamenco เกิดขึ้นที่ Andalucia ในรูปแบบของวัฒนธรมกลุ่มย่อย ศูนย์กลางอยู่ที่เมือง เซวีล คาดีส และบางส่วนของมะละกา รู้จักกันในนาม Baja Andalucía หรือ Lower Andalusia ภายหลังกระจายไปยังส่วนที่เหลือของ Andaluciaไปรวมกันและเปลี่ยนแปลงไปเป็นการแสดงท้องถิ่น เมื่อความนิยมระบำ Flamencoเพิ่มขึ้น วัฒนธรรมทางดนตรีท้องถิ่นของสเปนชนิดอื่นๆ (เช่น Castilian traditional music) ล้วนมีอิทธิพล และได้รับอิทธิพลจากระบำ Flamenco ด้วย

ระบำสเปนได้ถูกนำเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยโดย Miss Patricia Farman โดยได้สอนตามหลักสูตรของ Spanish Dance Society
ซึ่งมีการ
สอบเป็นลำดับชั้น เป็นประจำทุกปี

มีการเรียนรู้ระบำสเปนใน 3 รูปแบบ คือ
แบบพื้นเมือง
ซึ่งมีการใช้กรับ(Castenet )
ประกอบการเต้น
แบบฟลาเม็งโก
( Flamenco ) ซึ่งเน้นการแสดงออกของอารมณ์โดย
ใช้ Footwork ในจังหวะต่างๆ และใน
แบบคลาสสิค
คือ ระบำสเปนซึ่งมีอิทธิพลของ
บัลเล่ต์ประกอบ ชั้นเรียนแบ่งออกเป็น

1. Junior Syllabus
Ingreso
Primer Año
Segundo Año
Tercer Año
Cuarto Año
Quinto Año

2. Senior Syllabus
Primer Año Estudiante
Segundo Año Estudiante
Tercer Año Estudiante

3. Flamenco
Tercer Año Flamenco
Cuarto Año Flamenco
Quinto Año Flamenco

เพื่อนๆท่านใดสนใจก็ไปหาสมัครเรียนกันได้นะครับ

8827 Minifigure Serie 6

8827 Minifigure Serie 6
ชุดนี้จะประกอบด้วย 16 แบบให้สะสมครับ


อันนี้ copy พี่อั๋นมาครับ

Flamenco Dancer

Leprechaun

Genie

Classic Alien

Bandit

Minotaur

Highland Battler

Roman Soldier

Lady Liberty

Clockwork Robot

Sleepyhead

Surgeon

Skater Girl

Mechanic

Butcher

Intergalactic Girl