กองร้อยทหารเสือ

กองร้อยทหารเสือมาแล้วจ้า

ทหารเสือใหม่พึ่งฝึกเสร็จมาสดๆร้อนๆ

เอ้มีกี่นายนะเนี่ย

เอลฟ์มานำทัพ

ตั้งตรวจพลเสร็จก็เตรียมเก็บเตรียมย้ายฐานทัพในเดือนหน้า


https://noobtbc.wordpress.com/
http://www.thaibrickclub.com/forum/index.php?topic=3727.0

16.Street Skater

16.Street Skater

หมวกทำได้สวยและใหม่ ตัวนี้เอาไปตั้งแก๊งเด็กแว๊นกับ Serie 1 ได้เลยท่าจะเป็นเพื่อนกัน อิอิ

ให้คะแนน 5/10



ไปดูกันเอาเองแล้วกันอาชีพเดิมมาทำใหม่อันเดิมนูบว่านูบทำดีอยู่แล้วไปดูกันเองแล้วกันนะครับ

https://noobtbc.wordpress.com/2010/10/13/12-skater/

หรือ

http://www.thaibrickclub.com/forum/index.php?topic=2029.0

สเกตบอร์ด (อังกฤษ: Skateboarding) เป็นกีฬาประเภทเอ็กซ์เกมประเภทหนึ่ง ในช่วงทศวรรษที่ 80 กีฬาสเกตบอร์ดได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย




การ แข่งขันสเกตบอร์ดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เวิร์ต (Vert) เป็นการเล่นตามแลมป์ใหญ่ ๆ และ อีกประเภทคือแบบผาดโผน จะเป็นแนวแบบสตรีท คือแสดงโชว์ท่าทางกระโดดข้ามและผ่านสิ่งกีดขวาง ในขณะเดียวกัน ยังต้องแสดงท่าทางต่างๆ เช่น ท่า five-o-grinds , ท่า 360’s ,ท่า fifty-fifty และอีกหลายให้เข้าตากรรมการชม



แถมๆ











15.Hockey Player

15.Hockey Player

นักฮอกกี้น้ำแข็งนี้เป็นตัวที่มี Accessory ให้มาเยอะสุดในรุ่นนี้มีทั้งไม้ทั้งเกราะทั้งหมวกและแถมรองเท้าสเก็ตอีกด้วย
ในส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวนี้เป็นตัวที่ทำมาได้ดีที่สุดในรุ่นนี้เนื่องจากมีความสมจริงและดูสวยงามมาก

ให้คะแนนไป 10/10




ฮอกกี้ น้ำแข็ง หรือ ไอซ์ฮอกกี้ (อังกฤษ: Ice hockey) เป็นกีฬาประเภททีมที่เล่นบนพื้นน้ำแข็ง ที่ใช้ความเร็วและกำลังในการเล่น ฮอกกี้น้ำแข็งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากในแทบที่มีความหนาวเย็นตาม ธรรมชาติ ที่มีน้ำแข็งเกาะอย่างเช่น ประเทศแคนาดา อเมริกาเหนือ แถบสแกนดิเนเวียและรัสเซีย ต่อมาสามารถเล่นภายในอาคารจากลานเล่นสเก็ตน้ำแข็งเทียมได้ และยังเป็นกีฬาของนักกีฬาสมัครเล่นในเมืองใหญ่อย่าง เมืองที่เป็นเจ้าภาพจัด National Hockey League (NHL) หรือเป็นกีฬาอาชีพของลีกอาชีพ มีลีกใหญ่ สำคัญ 4 ลีกคือ North American professional sports, และ NHL ที่เป็นระดับสูงสุด และ Canadian Women’s Hockey League (CWHL) และ Western Women’s Hockey League (WWHL) ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดของฮอกกี้น้ำแข็งสตรี นอกจานี้ยังเป็นกีฬาฤดูหนาวอย่างเป็นทางการของแคนาดา

มี สมาชิก 66 ประเทศที่เป็นสมาชิกกับ International Ice Hockey Federation (IIHF) แต่ประเทศอย่าง แคนาดา ,สาธารณรัฐเชค, ฟินแลนด์, รัสเซีย, สโลวาเกีย, สวีเดน และสหรัฐอเมริกา ที่ได้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ในการแข่ง IIHF World Championships มากที่สุด และจากแข่งขันโอลิมปิก 63 เหรียญประเภทผู้ชาย ตั้งแต่ปี 1920 มีเพียง 6 ครั้งเท่านั้นที่ประเทศที่ได้รับเหรียญไม่ใช่ประเทศดังกล่าว และหากไม่นับอดีตประเทศอย่าง เชโกสโลวาเกียหรือสหภาพโซเวียตแล้ว มีเพียง 1 เหรียญจาก 6 ครั้งที่ได้เหนือเหรียญทองแดง



“ฮอกกี้ น้ำแข็ง”  คงมีไม่น้อยคนเลยทีเดียวที่จะไม่รู้จักกีฬาชนิดนี้ เพียงแต่ทว่า ชาวไทยอย่างเราๆ อาจจะไม่ถึงขนาดที่จะคุ้นเคยสักเท่าไหร่ หรือยกให้เป็นกีฬายอดฮิต เทียบชั้น  ฟุตบอล มวย  บาส แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ  ฯลฯ เนื่องจาก  ฮอกกี้น้ำแข็ง  หรือการเล่นตีลูกพัค (PUCK) บนพื้นน้ำแข็ง นั้นเป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบเมืองหนาว อย่างทวีปยุโรป อเมริกา  ซึ่งเขานิยมเล่นกันมาเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว



ฮอกกี้ น้ำแข็ง  มีลักษณะการเล่นคล้ายฟุตบอล ผสมไอซ์เสก็ต เนื่องจากผู้เล่นต้องทรงตัวบนลานน้ำแข็งขนาด 30 x 60 เมตร  โซนกลางสนามถูกแบ่งด้วยเส้นสีแดง ส่วนโซนหัวทท้ายจะมีเส้นสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นบอกพื้นที่ ของแต่ละฝ่าย  ถัดจากนั้นก็จะเป็นประตู หรือโกลด์ตั้งอยู่  กติกาผู้เล่นต้องใช้ ไม้ตี ลักษณะคล้ายไม้กอล์ฟ (แต่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส หรือโลหะ) บังคับ รับและส่ง ลูกพัค (ลักษณะ กลมแบน สีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ซม. หนา 1.5 ซม. ) ฝ่าด่านคู่แข่งเพื่อทำประตูให้ได้มากที่สุดถึงจะเป็นฝ่ายชนะ ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เล่นจะต้องใช้ทักษะ ความสามารถหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความคล่องแคล่วว่องไว ในการเคลื่อนตัวเพื่อรับ ส่ง และพาลูกพัคไปในทิศทางที่กำหนด





การ แข่งขันในสนามฮฮกกี้น้ำแข็ง จะแบ่งออกเป็น 4  Line  หรือข้าง  ซึ่งในแต่ละ  Line จะมีผู้เล่น  6 คน   (ประตู 1 คน ผู้เล่น 5 คน)  แข่งกัน 3 ช่วง ช่วงละ 20 นาที (พักประมาณ 20 นาที) กติกาการเล่นคล้ายๆ ฟุตบอล  เช่น มีล้ำหน้า แต่ไม่มีลูกออก เนื่องจากทั้ง 4 ด้านของสนามมีกำแพงกั้น ฉะนั้นผู้เล่นสามารถเลี้ยงลูกไปด้านหลังประตู ตีลูกให้ชนขอบ กันลานสเก็ตได้





“ฮอกกี้ น้ำแข็ง” เป็นกีฬาที่ใช้กรรมการตัดสิน มากพอดู  รวม 8 คนเป็นอย่างน้อย แบ่งเป็น กรรมการกำกับเส้น 2 คน (Lineman) ผู้กำกับประตู 2 คน (Goal Judges) ผู้กำกับเวลาโทษ (Penalty Timekeeper) ผู้จดบันทึกการแข่งขัน (Offieial Score) และผู้บันทึกเวลา (Game Timekeeper)






แถมๆรูปน่ารักๆ















14.The Monster

14.The Monster

และแล้วลุงแฟงเกนสไตน์ก็ออกมาตามความคาดหมายของหลายๆท่านและหลายคนคงรอกันอยู่แต่ลุงแกไม่มี Accessory มาเลย
นอกจากทรงผม

ให้คะแนนไป 6.5/10



แฟรง เกนสไตน์ (Frankenstein; หรืออีกชื่อหนึ่ง The Modern Prometheus) เป็นนวนิยายยอดนิยมเรื่องหนึ่ง เขียนโดย แมรี เชลลีย์ จัดพิมพ์ครั้งแรก ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2360 (ค.ศ. 1818) (แต่เริ่มนิยมอ่านกันมากในฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2374) โดยในเรื่อง มีส่วนผสมของนิยายสยองขวัญ และ ความรัก

เนื้อ เรื่องของแฟรงเกนสไตน์มีอยู่ว่า มีชายคนหนึ่งชื่อ วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ได้ไปศึกษาที่เยอรมนี เขาสนใจในเรื่องการใช้ไฟฟ้ากับร่างกายของมนุษย์ จึงนำชิ้นส่วนจากศพหลายๆ ศพ มาเย็บเข้าด้วยกันและช็อตด้วยไฟฟ้า ทำให้ซากศพนั้นมีชีวิตขึ้นมา เป็นอสุรกายที่มีร่างกายใหญ่โต แต่เมื่ออสุรกายนั้นมีชีวิต วิคเตอร์ก็เกิดกลัวอสุรกายนั้นขึ้นมา จึงได้หนีไปและทิ้งให้อสุรกายตนนั้นมีชีวิตอย่างเดียวดาย โดยไม่ยอมรับมัน อสุรกายจึงขอร้องให้วิคเตอร์สร้างอสุรกายแบบมันขึ้นมาอีก 1 ตน แต่วิคเตอร์ก็ไม่ยอม มันจึงเริ่มฆ่าคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิคเตอร์เพื่อให้วิคเตอร์รับ รู้ความรู้สึกของความโดดเดี่ยวบ้าง จนวิคเตอร์เสียชีวิต อสุรกายก็เสียใจมาก และกระโดดน้ำตายตามวิคเตอร์ไป

แค่ ฟังชื่อหลายคนอาจจะรู้สึกสังสัยว่า แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) เป็นผีดิบผู้เดียวดายจริงหรือ? น่าจะเป็นผีดิบผู้โหดร้ายหรือผู้ดุร้ายมากกว่าเพราะพฤติกรรมอันแปลกประหลาด และพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้น ทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับผีดิบแฟรงเกนสไตน์ กลับกลายมาเป็นตำนานเล่าขานกันอย่างแพร่หลาย

จริง ๆ แล้วนั้นผีดิบผู้น่าสงสารตัวนี้ไม่ได้มีชื่อว่า แฟรงเกนสไตน์ แต่อย่างใดชื่อที่เรียกกันมานานนี้เป็นชื่อที่ถูกตั้งตามผู้ที่สร้างมันขึ้น มา เรื่องราวโกลหลและวุ่นวายดังกล่าวนี้เกิดขึ้นที่กรุงเจนีวา เมื่อราว 200ปีก่อน เจ้าของเรื่องราวอันพิลึกพิลั่นดังกล่าวนี้มานามว่า นายวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein) เขาเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย ทำให้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความสุขสบาย เรียกว่า ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก ก็ได้ทั้งนั้น ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายไปในพริบตา ในชีวิตของเขาจึงไม่มีอะไรที่ชวนท้าทายความคิดหรือความสามารถของเขาเลย เพราะหากต้องการอะไรก็จะมีคนคอยหาให้อยู่เสมอ
จน กระทั่งเมื่อเขาเติบโตเป็นหนุ่ม และมีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย อินโกลด์สตัดต์ (Ingoldstadt university) วิคเตอร์มีโอกาสไดพบกับ เฮนรี่ เคลวอล (Henri Clerval) เพื่อนผู้หักเหชีวิตของเขาให้เปลี่ยนแปลงไป เฮนรี่ได้ชักจูง วิคเตอร์ ให้หันเหความสนใจมาสู่เรื่องราวเหนือธรรมชาติ ทั้งสองต้องการที่จะไขปริศนาลับเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ความเร้นลับที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถที่จะไขความลับดังกล่าวได้ พวกเขามีความปรารถนาว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งให้ได้
ด้วย แรงจูงใจและความใคร่รู้ทำให้ วิคเตอร์ และเฮนรี่ ตกลงใจที่จะทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการรวบรวมศพของผู้ตายเอาไว้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็คัดเลือกเอาอวัยวะที่สวยที่สุดของศพแต่ละศพมาเย็บเข้าไว้ด้วย กัน เพื่อให้ชีวิตใหม่ที่เขาเนมิตขึ้นมา เป็นชีวิตใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะอวัยวะทุกชิ้นถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี

ภายหลังจากได้เย็บ อวัยวะทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกัน จนกระทั่งมีรูปร่างสมบูรณ์แบบเหมือนมนุษย์ทุกประการ พวกเขาก็ได้ใช้เทคนิคพิเศษบางอย่างทำให้มนุษย์ทดลองของเขาสามารถฟื้นฟูคืน ชีพขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ผลงานชิ้นนี้กลับไปได้สร้างความยินดีปรีดาให้แก วิคเตอร์ และเฮนรี่ เลย
มนุษย์ จำลองค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้า ๆ แต่อนิจจา ผิวพรรณที่เหลือซีดของมัน ทำให้มันกลายเป็นซากศพเดินได้ที่มีสภาพน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งร่างกายที่ ปราศจากเลือดฝาด ทำให้ปลายเล็บซีดคล้ำ ดวงตาที่ลึกโบ๋ยิ่งเสริมให้ใบหน้าของมันน่ากลัวมากยิ่งขึ้น มันพยายามที่จะยิ่มให้แก่ วิคเตอร์ และเฮนรี่ แต่ทั้งคู่กลับรู้สึกว่ามันกำลังแสยะยิ้มให้แก่เขา ความหวาดกลัวเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจของเขาทั้งสอง

ทั้ง คู่ต่างวิ่งเตลิดออกจากห้องลับที่ที่ใช้เป็นสถานที่ในการศึกษาทดลองในครั้ง นี้ทั้งคู่วิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต และไม่รู้ว่าตนเองจะทำอย่างไรกับมนุษย์จำลองนี้ดี จะทำลายก็เสียดาย แต่จะเก็บเอาไว้ก็ดูน่าเกลียดน่ากลัว พวกเขาตัดสินใจอยู่นานกว่าที่จะกลับเข้ามาในห้องลับอีกครั้ง แต่สิ่งประดิษฐ์อันแสนพิลึกของพวกเขาไม่รู้ว่ามันไปแอบอยู่ที่ใด หากยังอยู่ ในสายตาของพวกเขา เขาก็ยังทราบว่ามันทำอะไรบ้าง แต่นี่ก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน แต่อีกใจหนึ่งพวกเขารู้สึกใจที่มันหายไปได้ เพราะมันช่างน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกินหลังจากนั้นไม่นานนัก วิคเตอร์ ก็ได้รับข่าวร้าย เมื่อวิลเลี่ยม แฟรงเกนสไตน์ (William Frankenstein) น้องชายของเขาถูกฆ่าด้วยการบีบคอจนตายผู้คนต่างกล่าวโทษ จัสติน มอริทซ์ (Justine Morite) พี่เลี้ยงที่อยู่ใกกล้ชิด วิลเลี่ยมมากที่สุด จัสติน กลายเป็นนักโทษที่ต้องตรับความผิดที่ตนเองไม่ได้กระทำเพราะไม่มีหลักฐานใดมา ยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่วิคเตอร์ รู้ว่าคนที่สังหารน้องชายของเขานั้นไม่ใช่คนอื่นเลย มันต้องเป็นเจ้าชายซากศพเดินได้ตัวนั้นอย่างแน่นอน มันคงจะโกรธแค้นที่เขาสร้างมันขึ้นมาและไม่ได้ดูดำดูดีมัน มันจึงกลับมาลงโทษเขา

1 ปีผ่านไป วิคเตอร์ ไม่เคยไดยินข่าวคราวเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ของเขาภายหลังจากที่วิลเลี่ยมตาย แต่แล้ววันหนึ่ง ในขณะที่เขาไปพักผ่อนแถวเชิงเขา มองท์ บลังค์ (Mont Blanc) มันก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าของเขาอีกครั้งหนึ่งคราวนี้ วิคเตอร์ ไม่ได้หนีไปไหน เขาพยายามตั้งสติพูดคุยกับมัน เพื่อให้รู้ถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของมันภายใน 1 ปี หลังจากที่เขาได้ชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เจ้า ผีดิบได้เล่าให้นายผู้ให้กำเนิดมันฟังว่าภายหลังจากที่ วิคเตอร์ และเพื่อนได้วิ่งหนีมันออกไปแล้วนั้น มันก็ได้เดินโซซัดโซเซออกมาข้างนอก แต่เดินไปทางใดผู้คนก็แตกฮือวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งมันก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดทุกคนจึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้กับมัน แม้ว่ามันจะช่วยชีวิตเด็กน้อยผู้หนึ่งเอาไว้จากการจมน้ำ แต่อดทนที่จะไดรับคำขอบคุณเป็นการตอบแทน พ่อของเด็กผู้นั้นกับยิงปืนขับไล่มัน เพราะกลับว่ามันจะไปทำอันตรายต่อลูกของเขาก็ นับว่าเป็นความช่วยของเจ้าผีดิบที่มีหน้าตาแปลกประหลาดจากคนธรรมดา ทำให้ผู้คนหวาดกลัวโดยที่มันก็ไม่รู้เลยว่า ตนเองนั้นมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวขนาดนั้น ภายหลังจากถูกยิงขับไล่ มันก็ไดหนีกระเชอะกระเชิงไปจนกระทั่งไปเจิกับเด็น้อยผู้หนึค่งที่มีหน้าตา น่ารัก มันรู้สึกว่าอยากจะกอดแสดงความรักใคร่ต่อเด็กคนนั้น แต่ เนื่องจากการควบคุมแรงของมือยังไม่ดีพอ ทำให้แรงกดของมันกลายเป็นแรงบีบรัด ส่งผลให้หนูน้อยที่น่ารักคนนั้สิ้นใจตายและเป็นที่มาของการสิ้นชีวิตของ วิลเลี่ยม น้อยชายของวิคเตอร์นั่นเอง

จะ ว่าไปแล้วก็ค่อนข้างเป็นผีดิบที่น่าสงสารเอาการ เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้ที่เลือกจะมีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่กลับมีโอกาสได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยใบหน้าที่น่าเกลียดน่า กลัว ผิวหนังที่เหี่ยวย่น ประกอบกับร่างกายที่สูงใหญ่ผิดมนุษย์มนา ก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่พบเห็น ความหวาดกลัวของผู้คนทำให้มันต้องมีชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครต้องการพบเจอหรือคบค้าสมาคมด้วย
เจ้า ผีดิบได้เล่าชีวิตความเป็นอยู่ภายใน 1 ปีที่ผ่านมาให้แก่ วิคเตอร์ นายของมันหลักจากนั้นมันก็ได้ขอร้องให้ วิคเตอร์ สร้างเพื่อนหญิงให้ในอีกสักตัว แล้วมันจะพาคู่รักของมันไปอาศัยอยุ่ในป่าทึบที่ไม่มีใครสามรถขเาไปได้มันให้ สัญญากับนายมันว่า จะไม่มีใครได้เห็นหน้าของมันอีก ขอแค่เพื่อให้มีสักคน

หลัง จาาที่วิคเตอร์ ฟังเรื่องราวอันยืดยาวของมันจนจบ เขาก็ตัดสินใจตกลงที่จะกระทำตามคำของของมัน เพราะเรื่องวุ่นๆ ทั้งหลายจะได้จบสิ้นเสียทีอีกทั้งสงสารที่มันต้องอาศัยอยู่อย่างโดเดี่ยว วิคเตอร์ และเฮนรี่ จึงได้กลับไปรวบรวมซากศพของผู้ที่เสียชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่การทดลองในครั้งที่สองดำเนินไปได้ไม่ถึงไหน ทั้งสองก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขากระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? เพราะเข้าอาจจะสร้างครอบครัวผีดิบขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้มากขึ้น อดทนที่จะแก้ไขปัญหาให้เสร็จลุล่วงไปได้ พวกเขาจึงหยุดสร้างผีดิบตัวที่สอง
การ หยุดทำงายของ วิคเตอร์ และ เฮนรี่ อย่างกะทันหัน ทำให้เจ้าผีดิบรู้สึกงุนงงมาก มันจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้นายของมันสร้างคู่รักแสนสวยให้เสร็จ แต่ไม่ว่ามันจะทำอย่างไร จะพูดอย่างไรก็ไม่ได้ผล พวกเขาไม่ยอมที่จะทำงานต่อ ทำให้ผีดิบรู้สึกโกรธแค้นมากที่คำขอร้องของมันไม่เป็นผล มันจึงได้กล่าวอาฆาตแค้นเขาเอาไว้ว่า เมื่อใดที่เขาแต่งงาน มันจะกลับมาหาเขาอีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นมันก็หลบหนีไป

วิคเตอร์ และ เฮนรี่ ได้ย้ายหนีเจ้าผีดิบไปที่ไอร์แลนด์ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหนีมันพ้น เฮนรี่ เป็นผู้เคราะห์ร้ายคนแรก เขาถูกเจ้าผีดิบสังหารจนกระทั่งเสียชีวิต เจ้าผีดิบได้ให้บทเรียนบทแรกแก่ วิคเตอร์ เพราะเมื่อมันต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว นายของมันก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน แต่การแก้แค้นของมันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก เพราะหลังจากที่ทนความเหงาไม่ไหว วิคเตอร์ ก็ได้ตัดสินใจที่จะแต่งงานกับหญิงคนรัก
ใน คืนวันแต่งงานที่ควรจะเป็นคืนแห่งความสุขในชีวิตของ วิคเตอร์ เขากลับพบกับความทุกข์ทรมานในอย่างที่สุด เมื่อเจ้าสาวสุดที่รักของเขาถูกเจ้าผีดิบสังหารจนเสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง เจ้าผีดิบได้จองล้างจองผลาญ วิคเตอร์ ตามที่มันลั่นวาจาเอาไว้จริงๆ เรียกว่ากงกรรมกงเกวียนก็คงจะไม่ผิดเทาใดนักเพราะเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วไม่ดุ แลรับผิดชอบให้ดี มันก็ย่อมก่อปัญหาตามมาอย่างไม่รู้จักจบรู้จักสิ้น
ความ ทุกข์และความหวาดกลัวเริ่มโถมเข้าสู่จิตใจของ วิคเตอร์ เขาพยายามที่จะหลบหนีเจ้าอสูรกายทุกวิถีทาง แต่ยิ่งหนีก็เหมือนกับว่ามันก็ยิ่งตามเหมือนตัวเราและเงาที่ต้องติดกันไป ตลอดเวลา ซึ่งในตอนนี้ วิคเตอร์ รู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก เหตุใดเจ้าผีร้ายมันจึงไม่หนีไปที่อื่น ทำไมต้องตามมาจองล้างจองผลาญเขาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งหนีก็ยิ่งตาม ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด มันก็ตามเขาไปถูกทั้งสิ้นเขาคิดใครครวญอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี

จน กระทั่งวันหนึ่ง วิคเตอร์ จึงตัดสินใจที่จะเล่นเรือหนีไปยังขั้วโลกเหนือด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม ว่า เจ้าผีร้ายจะไม่มีทางตามหาเขาเจออย่างแน่นอนแต่แล้วดินแดนแห่งใหม่นี้กลับ กลายเป็นสุสานสำหรับตัวของเขา อากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้ร่างกายของ วิคเตอร์ ที่อ่อนแออยู่แล้วกลับล้มเจ็บลง สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถต่อสู้กับธรรมชาติที่หนาวเหน็บ วิคเตอร์ เสียชีวิตอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลจากญาติพี่น้อง เขาเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวและเหงาหงอย
หลัง จากที่เขาเสียชีวิตไปไม่นาน เจ้าผีดิบก็ได้ตามมาถึงตัวนายของมันแต่ไม่ทันเสียแล้ว มันไม่สามารถที่จะตาม วิคเตอร์ ไดอีกแล้ว เพราะวิคเตอร์ได้ด่วนลาหนีมันไปยังปรโลกเสียแล้ว การตายของวิคเตอร์ ทำให้เจ้าผีดิบเสียใจเป็นอย่างมาก เหตุใดนายที่มันเฝ้าจงรักภักดีถึงได้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ทิ้งมันให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ ทำไมเขาจึงไม่มีความรับผิดชอบ สร้างมันขึ้นมาแต่กลับทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เมื่อเห็นว่าหน้าตาของมันอัปลักษณ์ ไม่สวยงามอย่างที่เขาเคยคิดหรือหวังเอาไว้ มันทำความผิดอะไรเอาไว้ถึงต้องทำกับมันเช่นนี้
การ ที่มันเฝ้าติดตามเขานั้น มันต้องการเพียงแค่ให้เขารักและปรานีแก่มันบ้าง เพราะในโลกนี้ก็คงมีเพียงแค่นายของมันเท่านั้นที่ไม่กลัวมันและรู้จักมัน เป็นอย่างดี มันไม่หวังให้คนอื่นมารักใคร่มัน ขอเพียงแค่นายของันรักและเข้าใจมันก็พอ แต่ก็ดูเหมือนว่าความหวังสุดท้ายของมันก็เป็นหมันเสียแล้ว มันก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมบนโลกใบนี้ เจ้าผีร้ายจึงได้กระโดดน้ำฆ่าตัวตายทันที คงเหลือไว้เพียงความงงงันของลูกเรือที่พบเห็นภาพเหตุการณ์ประหลาด

เรื่อง ราวเหล่านี้จึงกลายเป็นตำนานของผีดิบ แฟรงเกนสไตน์ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามอะไรเลย แต่คนเล่าไม่รู้จะเรียกว่ามันอะไรดี จึงเรียกชื่อผู้ที่สร้างมันแทน เรียกไปเรียกมาก็เลยกลายเป็นชื่อของมันไปเสียเลยก็นับว่าเป็นผีดิบที่น่า สงสาร เพราะหากเรามีโอกาสฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่กลับไม่สามารถใช้ชิวิตอ ยู่ในสังคมได้ เพราะเดินไปทางไหนผู้คนต่างก็หวาดกลัวและคอยหลบหนีหน้าเราไปนั้น เราก็คงไม่อยากที่จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างแน่นอนบทเรียนครั้งหนึ่งถ้าหาก จะกล่าวโทษก็คงต้องโทษ วิคเตอร์ และเฮนรี่ ที่แอบไปเล่นพิเรนทร์ สร้างมนุษย์ไห้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฝืนธรรมชาติ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นตามที่ใจของตนเองวาดหวังเอาไว้ ก็ไม่รับผิดชอบหรือหาหนทางแก้ไขกลับทิ้งให้เป็นปัญหาคาราคาซัง สุดท้ายตนเองก็ต้องกลายเป็นคนที่รับเคราะห์ร้ายเสียเอง ไม่แน่ใจว่าในอนาคตอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ขี้เล่นสามารถชุบชีวิตมนุษย์ขึ้นมา ใหม่ ไดเหมือน วิคเตอร์ คราวนี้เราอาจจะมีเรื่องราวตื่นเต้นในชีวิตเกิดมากขึ้นก็เป็นได้ ผีดิบอาจจะเดินสวนกับมนุษย์โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ได้

13.Viking

13.Viking

ไวกิ้งแฟน Castle คงชื่นชอบตัวนี้รองมาจากทหารเสือละมั้งครับเอาไปเล่นกับธีม ไวกิ้งได้เลยโล่เป็นแบบสกรีนหมวกก็คล้ายของเดิม
ขวานตัวนี้ถือว่ามี Accessory เกือบจะเยอะสุดในรุ่นเดียวกันทำมาดูดีใช้ได้ครับ

ให้คะแนนไป 7/10



“ไวกิ้ง” แปลว่าโจรสลัดในภาษานอร์สเก่า
พวก ไวกิ้งคือพวกไล่ลาอานานิคมเเละเป็นโจรที่ไล่ล่าเงิน เสบียงอาคาร เเละทาศ เเละเป็นนักการค้าที่เก่งกาจเมื่อพันกว่าปีมาเเล้ว ชาวไวกิ้งส์ที่เราส่วนใหญ่มักเห็นพวกเขาในลักษณะที่ไว้เครายาวและสวมหมวก เหล็กประดับด้วยเขาวัว พวกนี้เป็นที่รู้จักในด้านความโหดเหี้ยมและรักการต่อสู้ ศัตรูของพวกไวกิ้งส์ก็ทั้งเกลียดและกลัวพวกเขา พวกไวกิ้งฆ่าได้ทุกอย่างที่ต้องการฆ่า เเม้กระทั้งเด็ก คนชรา หรือ นักบวชก็ตาม เพราะในยุคของไวกิ้ง ศาสนาคริสยังมิเเพร่หลายในยุคนั้น พวกไวกิ้งมักจะเชื่อพระเจ้าของเข้าเอง ภาษานอร์สที่เรียกพระเจ้าของพวกไวกิ้งว่า Norrøne mytologi หรือ Norrøne gudene เเต่ในที่สุดศาสนาคริสก็เเพร่หลายในหมู่ไวกิ้งในที่สุดในยุคของ Olav Den Hellige.



พวกไวกิ้งยังเป็นนักสำรวจที่ห้าวหาญอีกด้วย เรือใบลำยาวแคบของพวกเขาพาพวกเขาจาก
นอร์ เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ค อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนไปยังชายฝั่งของกรีนแลนด์และอเมริกาเหนือ พวกไวกิ้งส์ใช้วิธีอันชาญฉลาดเวลาเดินเรือออกสำรวจ



เท่า ที่ทราบกัน ชาวไวกิ้ง (Viking) เป็นชาวสเเกนดิเนเวียนในสมัยนั้นได้เเก่ นอร์เวย์ เดนมากค์ เเละสวีเดน เเต่บรรพบุรุษไวกิ้งก็ยังได้ทิ้งศาสตร์อย่างหนึ่งในประเทศเเทบสเเกนดินาเวีย จนถึงทุกวันนี้ นั้นคือศาสตร์ของการต่อเรือ จนไม่มีประเทศใดในโลกจนปัจจุบันนี้ที่จะเก่งกาจในการต่อเรือได้เท่ากับประ เทศเเทบเหนืออย่างสเเกนดินาเวียนอีกเเล้ว นี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีค่ะ เพราะศาสตร์ในการต่อเรือสำเภานี้ เป็นกลยุทที่ทำในนอร์เวย์ได้
ประเทศอังกฤษมาปกป้องในสงครามครั้งที่สองเเละได้ทำการค้ากับประเทศมหาอำนาจในสมัยช่วงสงครามนั้น


ช่วง เวลาที่นับเป็น “ยุคไวกิง” อยู่ระหว่าง พ.ศ. 1336 – พ.ศ. 1609 ซึ่งสิ้นสุดยุคประมาณระหว่างยุคเชียงแสนและหริภุญชัย หรือก่อนสถาปนาราชวงศ์พระร่วงโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ.ศ. 1792) 183 ปี


ด้วย ธรรมชาติของการเป็นนักจู่โจมทางเรือโดยทางทะเลซึ่งจะต้องเข้มแข็ง ดุดันและไม่กลัวอันตราย ชาวไวกิงจึงมีกิตติศัพท์หรือได้สมญาว่าเป็นพวกโหดเหี้ยมทารุณและเป็นนัก ทำลายล้าง แต่ในฐานะของพ่อค้าและนักปกครองอาณานิคม ชาวไวกิงนับได้ว่าเป็นผู้มีบทบาทและอิทธิพลสูงทางดีในด้านการพัฒนายุโรปยุค กลาง การตั้งถิ่นฐานโพ้นทะเลในยุคแรกๆ ของชาวไวกิงได้แก่การตั้งเมือง “ออร์กนีย์” และที่หมู่เกาะ “เช็ทแลนด์” ซึ่งอยู่ในการปกครองของนอร์เวย์เรื่อยมาและสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ. 2015



12.Surfer Girl

12.Surfer Girl

นักเล่นเซิฟตัวนี้เอาของเก่ามาเล่าใหม่จริงๆ ผมนี่น่าจะอันเดียวกับพยาบาลในชุด 1 ส่วนแผ่นเซิฟนี่ก็เปลี่ยนลายเป็นสีชมพู
ไม่มีอะไรแปลกใหม่

ให้คะแนนไป 3/10



ไปดูกันเอาเองแล้วกันอาชีพเดิมมาทำใหม่อันเดิมนูบว่านูบทำดีอยู่แล้วไปดูกันเองแล้วกันนะครับ

https://noobtbc.wordpress.com/2010/10/19/minifig-serie-2-part-2/

หรือ

http://www.thaibrickclub.com/forum/index.php?topic=2808.0

นัก กีฬา 4 ขา และพี่เลี้ยง (เจ้าของ) เรียงแถวรายงานตัวด้านหน้าเวทีกรรมการ

ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ สำหรับการแข่งขันเซิร์ฟบอร์ดสุนัข“Surf Dog Surf-a-Thon”

ที่ คนอเมริกันเขาจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ บริเวณชายหาดนอร์ธ บีช

(แต่ มักเรียกกันว่า “ด็อก บีช”) ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อกระตุ้นจิตสำนึก

ใน การรับผิดชอบดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้เป็นเจ้าของ

และหารายได้สมทบทุนเหลือช่วยน้องหมาด้อยโอกาส

และ ถูกทอดทิ้งในสถานสงเคราะห์ สัตว์เลี้ยง ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 4 แล้ว

สุนัข ที่เข้าแข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็นรุ่นๆ ได้แก่ รุ่นเล็ก กลาง ใหญ่

และจะได้คะแนนเพิ่มเป็นพิเศษถ้าหากลงแข่งขันตามลำพังโดยที่ไม่มีเจ้าของคอย

เล่นและให้กำลังอยู่เคียงข้าง หรือสามารถยืนทรงตัวขณะโต้คลื่นได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดแข่งขันและ ระดมทุน คือ  สถานสงเคราะห์สัตว์

“Helen Woodward Animal Centre”  ในเมืองซานตาเฟ่







11.Punk Rocker

11.Punk Rocker

ร้อคพันธุ์แท้ตัวนี้สิผมทรงใหม่ทำไปได้ไงไม่รู้แต่ดูแล้วเข้ามากๆ กีต้าแนวมากครับทำมาได้อย่างลงตัวจริง

ให้คะแนนไป 10/10



ร็อก (อังกฤษ: Rock) เป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมในกระแสหลักในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 มีต้นกำเนิดจากดนตรีร็อกแอนด์โรล ริทึมแอนด์บลูส์ ดนตรีคันทรีในคริสต์ทศวรรษ 1940 และ 1950 รวมถึงเพลงแนวโฟล์ก แจ๊ซและดนตรีคลาสสิก

ดนตรี เพลงร็อกมันวงไปด้วยเสียงกีตาร์แบบแบ็กบีตจากส่วนจังหวะของกีตาร์ เบสไฟฟ้า กลองและคีย์บอร์ด อย่างออร์แกน เปียโน หรือตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ก็มีการใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง ร่วมไปกับกีตาร์และคีย์บอร์ด ยังมีการใช้แซกโซโฟน และฮาร์โมนิกาในแบบบลูส์ก็มีใช้บ้างในท่อนโซโล่ ในรูปแบบร็อกบริสุทธิ์แล้ว ใช้ 3 คอร์ด จังหวะแบ็กบีตที่แข็งแรงและหนักแน่น รวมถึงมีเมโลดี้ติดหู[1]

ใน ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 เพลงร็อกพัฒนาจนแตกแยกย่อยเป็นหลายแนวเพลง และเมื่อรวมกับเพลงโฟล์กแล้วจึงเป็น โฟล์กร็อก รวมกับบลูส์เป็น บลูส์-ร็อก รวมกับแจ๊ซเป็น แจ๊ซ-ร็อก ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ร็อกยังเกี่ยวข้องกับเพลงโซล ฟังก์และละติน เช่นเดียวกันในยุคนี้ร็อกยังได้เกิดแนวเพลงย่อยอีกหลายแนวเช่น ซอฟต์ร็อก เฮฟวีเมทัล ฮาร์ดร็อก โพรเกรสซีฟร็อกและพังก์ร็อก ส่วนแนวเพลงย่อยร็อกที่เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1980 เช่น นิวเวฟ ฮาร์ดคอร์พังก์และอัลเทอร์เนทีฟร็อก ในยุคคริสต์ทศวรรษ 1990 แนวเพลงย่อยที่เกิดเช่น กรันจ์ บริตป็อป อินดี้ร็อกและนูเมทัล

มี วงร็อกส่วนใหญ่ประกอบด้วย สมาชิกที่เล่นกีตาร์ไฟฟ้า นักร้องนำ กีตาร์เบสและกลอง ก่อตั้งเป็นวง 4 ชิ้น มีบางวงที่มีสมาชิกน้อยกว่าหรือมากกว่า ตำแหน่งเล่นดนตรีบางคนก็ทำหน้าที่ร้องก็มี ในบางครั้งอาจเป็นวง 3 คนหรือวงดูโอซึ่งอาจมีนักดนตรีเสริมเข้ามาอย่างกีตาร์ริธึมหรือคีย์บอร์ด บางวงอาจมีการใช้เครื่องดนตรีสายอย่างไวโอลิน เชลโล หรือเครื่องเป่าอย่าง แซกโซโฟน หรือทรัมเปตหรือทรอมโบน แต่มีวงไม่มากนักที่ใช้

THE STORY OF ROCKเมื่อปี 1955 ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock ‘n’ Roll) ทำให้โลกดนตรีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเกิดดนตรีรูปแบบใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหวาน ทั้งร้อนแรง โศกเศร้า จริงใจ เปิดเผย ผสมผสานกันด้วยความรุนแรง เร่าร้อน ดุดัน แต่บางขณะกลับอ่อนหวานเกินคาดเดา Rock ‘n’ Roll

เมื่อ Bill Haley and his Comets นำเพลง (We’re Gonna) Rock Around the Clock ขึ้นอันดับ 1 ในบิลล์บอร์ดชาร์ท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.1955 และอยู่ในตำแหน่งนั้นนานถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ (Rock ‘n’ Roll) ได้เกิดขึ้นแล้ว Chuck Berry, Little Richar, Fats Domino, Bo Diddley, Ray Charles เป็นศิลปินผิวดำที่ร่วมสร้างดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ขึ้นมาเมื่อกลางทศวรรษ ที่ 50 ด้วยเพลงร็อคดีๆมากมาย แต่ดูเหมือนร็อคแอนด์โรลล์จะขาดอะไรไปบางอย่าง

จน การมาถึงของหนุ่มนักร้องผิวขาวที่ชื่อ เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley) ต้นปี 1956 เอลวิส ในวัย 21 กับเพลง Heartbreak Hotel ที่ขึ้นอันดับ 1 ก็โด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เอลวิสมีเพลงฮิตหลายเพลงในปีนั้นเช่น Blue Suede Shoes, I Want You I Need You I Love You, Hound Dog, Don’t Be Cruel, Love Me, Anyway You Want Me และ Love Me Tender ส่งผลให้เขากลายเป็นราชาร็อคแอนด์โรลล์ไปในทันที Carl Perkins, Jerry Lee Lewis, Buddy Holly, Gene Vincent, The Everly Brothers, Ricky Nelson, Roy Orbison เป็นศิลปินรุ่นต่อมาที่ได้ร่วมสร้างดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ให้แข็งแรงขึ้น

ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกิดจากส่วนผสมของดนตรีหลายอย่างที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น เช่น Country, Gospel, Blues และ Rhythm and Blues แต่ก็ต้องขอบคุณต่อเสน่ห์ของเอลวิส ที่ทำให้ร็อคแอนด์โรลล์โด่งดังและเติบโต มาได้ถึงทุกวันนี้ แต่แล้ว เมื่อต้นทศวรรษที่ 60 ดนตรี ร็อคแอนด์โรลล์ เกือบจะพบจุดจบ เพราะความคลั่งไคล้ในร็อคแอนด์โรลล์ ก่อให้เกิดการเลียนแบบอย่างไร้สาระ ถึงแม้จะมีศิลปินเกิดใหม่มากมาย แต่ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง คราวนี้ร็อคแอนด์โรลล์ต้องขอบคุณต่อหนุ่มชาวอังกฤษ 4 คน ในนามของ The Beatles British Invasion

บริ ทิช อินเวชั่น (Britiah Invasion) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1964 โดยคณะนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมากมาย นำรูปลักษณ์ และบทเพลงใหม่ๆ ออกท้าทายวงการร็อคแอนด์โรลล์ มันกลายเป็นการพัฒนาดนตรีร็อคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากเอลวิส เพรสลีย์ และนักดนตรีชาวอเมริกันหลายคนสร้างขึ้นมา แม้พวกเขาจะเป็นเพียงหนุ่มวัยรุ่น 4 คน ที่เกิดมาในครอบครัวของชนชั้นกรรมาชีพจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อได้รวมตัวกันในนามของ The Beatles และสร้างผลงานเพลงขึ้นมา พวกเขาก็ไม่ใช่แค่วงดนตรีธรรมดา

เด อะ บีเทิลส์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ในวงการดนตรี แต่ยังหมายถึง แฟชั่น วัฒนธรรม ศิลปทุกแขนง ไปจนถึงการเมือง อิทธิพลของพวกเขาไม่ใช่แค ทรงผม ท่าทาง เสื้อผ้า หรือรองเท้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแนวความคิด วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าจะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

มี กลุ่มนักดนตรีจากอังกฤษจำนวนมากมาย ที่ร่วมขบวนการมากับเดอะ บีเทิลส์ แต่ที่ได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบันได้แก่ The Rolling Stones, The Kinks และ The Who รวมทั้งที่กลายเป็น ศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น Jeff Beck, Steve Winwood, Van Morrison และ Eric Clapton ในขณะที่ British Invasion กำลังครอบครองวงการร็อคแอนด์โรลล์และวงการ พ็อพ (Pop) อย่างหนักนี้ ดนตรีอเมริกันเจ้าของเพลงร็อคแอนด์โรลล์ ก็เริ่มการโต้ตอบ กลับโดยดนตรี ริธึมแอนด์บลูส์ ( Rythm and Blues) ซึ่งเริ่มพัฒนามาเป็นเพลงร็อคเต็มตัว เช่นเพลงทั้งหมดจาก Motown ที่ ภายหลังถูกเรียกว่า เพลงโซล (Soul) อีกส่วนหนึ่งมาจากดนตรีของ The Beach Boys และที่สำคัญที่สุด มาจากนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คที่ชื่อ Bob Dylan แต่การต่อสู้ที่เข้มข้นบนอันดับเพลงในช่วงนี้ กลับเป็นการพัฒนาดนตรีร็อค ครั้งสำคัญที่สุด มันทำให้เพลงร็อคมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไป

Psychedelicปี 1967 วงการร็อคพัฒนาตัวเองไปอีกก้าวใหญ่ ถึงแม้ความจริง มันจะเป็นยุคแห่งความยุ่งยากทางการเมือง ยุคแห่งการเรียกร้องสันติภาพ ยุคแห่งการเติบโตของยาเสพติด แต่กลับกลายเป็นพลังให้ดนตรีร็อคพัฒนาตัวแทรกเข้าถึงดนตรีประเภทอื่นๆ และย้อนกลับมาเป็นดนตรีร็อคของพวกเขาอย่างเต็มภาคภูมิ Blues-Rock, Folk-Rock, Country-Rock เกิดขึ้นในช่วงนี้ จากการนำของวงดนตรีอย่างเช่น The Byrds, The Cream, The Paul Butterfield Blues Band จากนั้นก็มุ่งเข้าสู่ยุค Psychedelic อย่างเต็มตัวจากเพลงของ The Beatles, Jefferson Airplane, The Grateful Dead, The Doors, Pink Floyd, Jimi Hendrix และ Janis Joplin อีกสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาดนตรีร็อคในช่วงนี้ คือ ดนตรีโซล (Soul) จากบริษัทแผ่นเสียง Stax1 ซึ่งได้นำจังหวะเพลงที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง เข้ามาสู่เพลงร็อค และแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

Rock, Hard Rock, Heavy Metal, Soft Rock ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา ไม่มีใครหยุดยั้งร็อคแอนด์โรลล์ได้ มันเจริญ เติบโตด้วยตัวของมันเองส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการผสมผสานกับดนตรี รูปแบบอื่น อย่างไร้พรหมแดน แต่อย่างน้อยเราก็เห็นว่า มันมีแนวทางที่ชัดเจนอยู่ 2 อย่างคือ Hard Rock เป็นดนตรีที่หนักหน่วง และ Soft Rock เป็นร็อคที่นุ่มนวลกว่า

Hard Rock, Heavy Metal ในทางด้านดนตรีนั้น ทั้ง Heavy Metal และ Hard Rock มีความใกล้เคียง กันมาก จนแทบจะแยกกันไม่ออก โดยทั้งสองแนวนี้จะใช้เสียงในการเล่นที่ดัง เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ จะเป็นกีตาร์ เบส และกลอง บวกกับเสียงร้อง ที่ต้องใช้พลัง มีสิ่งหนึ่งที่พอจะแยกความแตกต่างระหว่าง Heavy Metal กับ Hard Rock คือ ดนตรีในแบบ Hard Rock นั้น จะมีเสียงของดนตรีบลูส์ และร็อคแอนด์โรลล์ ปะปนอยู่ แต่ใน Heavy Metal นั้นมีน้อยมาก