Roman Soldier

Roman Soldier

ใน ที่สุดสงครามก็จบลงแล้วไม่รู้จริงหรือไม่แต่ที่แน่ๆนั้นมีผู้รับอุปการะ ทหารโรมันไปอย่างท่วมท้นทำให้เกิดภาวะการขาดตลาดอย่างมากในประเทศไทยและทำ ให้เกิดศึกการค้นหาทหารโรมันอย่างกับหาไข่อีสเตอร์เลย
แต่ท่านจะไม่มีวันหาพบได้ในห้างทั่วไปเนื่องจากท่านต้องมีพลัง มิฉะนั้นแล้วของเหล่านี้ท่านจะไม่มีวันพบได้
เนื่อง จากทหารโรมันคนที่จะเจอนั้นต้องมี สัมผัสที่แปด แต่ถ้าท่านเป็นคนธรรมดาเดินกลางดินท่านจะพบได้ที่ ทอยร์ อาร์อัส หรืออาจมีที่อื่นอีกเล็กน้อย แต่จะหวังพบใน C… Or The M หวังได้ยากเนื่องจากที่เหล่านั้นทหารโรมันเขาอายไม่กล้าออกมาพบปะผู้คนพบ เพียงพนักงานขายและผู้ที่มีพลังสถิตเท่านั้น (อาจเป็นพวก ซิธหลอด) นอกเรื่องไปนานเข้าเรื่องก่อนนะครับ

ต้องบอกตรงๆว่ากระแสมันแรงมาก พาร์ทใหม่ก็มี เสื้อผ้า หมวก โล่ ก็ของใหม่เยอะเหมือนกันนะเนี่ยมีเพียงหอกเท่านั้นที่เอามาจากรุ่นพี่คือสปา ตัน และคุณหัวหน้าเผ่า ถ้าหมวกมีพู่ซะหน่อยนะครับแจ๋วเลย
ให้คะแนน 8/10 คะแนน

คอย ดูเถอะเมื่อโรมันร่มสลายจากโดนทหารอนารยชนทำลาย เดี๋ยวจะต้องมีคนเอากองทัพ นักรบไฮแลนมาทำลายกองทัพโรมันอันน้อยนิด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ อิอิ

สาธารณรัฐโรม

พวก โรมันมีกษัตริย์ปกครองกันเรื่อยมาหลังจากตำนานของ โรมูลุส (Romulus) กษัตริย์ลูกหมาป่าที่ก่อตั้งกรุงโรม จนมาถึงรุ่นของกษัตริย์ทาควิน (Tarquin the pround) เป็นองค์สุดท้าย ว่ากันว่าชาวโรมันไม่พอใจที่ทาควินสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มากมายจนประชาชนเดือดร้อนทำให้มีตระกูลชั้นสูงพวกพาร์ทริเชียน (Partrician) ที่มีอำนาจในกรุงโรมนำโดยสกุล บรูตัส (Brutus) พากันขับไล่ไสส่งเขาออกมา

แต่ กระนั้นก็ตามทาควินก็ไม่ลดละความพยายามที่จะทวงบัลลังค์ของเขากลับมา อ้างว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นก็เพื่อชาวโรมันนำกำลังของรัฐต่างถิ่นเข้ามาตี กรุงโรม แต่ก็ถูกชาวโรมันยันกลับไป

ตั้งแต่นั้นมาชาวโรมันก็ใช้การ ปกครองแบบสาธารณรัฐปกครองโดยสภาซีเนตมาถึงสี่ร้อยปีจวบจนมาถึงยุคของ จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) จักรพรรดิพระองค์แรกของอาณาจักรโรมัน

สงครามกรีก-เปอร์เซีย และสงครามเปโลโปนีเซีย

สง ครามกรีก-เปอร์เซีย คือสงครามของพวกกรีกกับชาวเปอร์เซียที่บุกมาจากทางฝั่งอาหรับเข้ามาทางตอน เหนือ ประวัติศาสตร์ได้จดบันทึกวีรกรรมของชาวสปาร์ตา (Sparta) ที่ไปรบขวางพวกเปอร์เซียที่มีเป็นแสนได้ด้วยกำลังคนไม่กี่พันที่ช่อง เขา“เทอร์โมพีเล” (Thermopylae) นำโดยกษัตริย์“เลโอไนดาสที่ 1” (Leonidas I) หยุดพวกเปอร์เซียไว้ได้หลายวันก่อนที่จะถูกทำลาย ถ่วงเวลาให้ชาวกรีกมีเวลาตั้งตัวต่อกรกับชาวเปอร์เซียได้สำเร็จในภายหลัง

สง ครามเปโลโปนีเซีย เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐของชาวเอเธนส์ (Athen) มหาอำนาจทางทะเลกับชาวสปาต้าร์ชนชาตินักรบหลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียได้ ไม่นาน

ชาวสปาร์ตาไปขอความช่วยเหลือจากพวกเปอร์เซียให้ช่วยต่อเรือไป สู้กับชาวเอเธนส์ ตัดเสบียงทางทะเลจนชาวเอเธนส์อดอยากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด หลังจากสงครามครั้งนี้รัฐกรีกก็เริ่มทำสงครามกันเรื่อยมาทำให้เสื่อมอำนาจลง อย่างรวดเร็วจนการมาถึงของชาว มาซีดอน (Macedon)

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ใน ขณะที่รัฐของกรีกแตกกระจายเป็นก๊ก ๆ ชาวมาซีดอนทางตอนเหนือก็เรืองอำนาจขึ้นมา ฟิลลิปป์ (Phillip) เป็นผู้ที่เริ่มสร้างฐานอำนาจนำกองทัพบุกรัฐกรีกขึ้นเป็นผู้นำสมาพันธ์กรี กกุมอำนาจไว้ในมือ

หลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียชาวกรีกก็ยังแค้นไม่ หาย พยายามอย่างยิ่งที่จะบุกเข้าไปบ้าง ฟิลลิปป์สร้างกองทัพของเขาบ้างหลังจากที่รวมกรีกไว้ได้ แต่ก็มาถูกสังหารเสียก่อน คราวนี้ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the great) ลูกชายเพียงคนเดียวก็ขึ้นมาครองอำนาจแทน นำทัพสู้กับชาวเปอร์เซียบุกลงไปถึง “อียิปต์” จนชาวเปอร์เซียที่เคยรุ่งเรืองมากที่สุดอาณาจักรหนึ่งต้องมาเสื่อมอำนาจลงไป

อเล็ก ซานเดอร์ยังไม่พอใจกับชัยชนะเพียงแค่นี้เขายังนำกองทัพบุกไปถึงอินเดีย แต่ก็ไปต่อไม่ไหวเนื่องจากห่าฝน[ฝนตกหนัก]ที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาของ ดินแดนเขตร้อน ทหารก็เหนื่อยอ่อนจากการทำศึกหนักอย่างยาวนาน และคิดถึงบ้าน จนจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเกิดเสียที เขาล่องเรือทางแม่น้ำสินธุมาถึงบาบิโลน (ระหว่างแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส ในปัจจุบัน) และตั้งเมืองหลวงที่นั่น

อเล็กซาน เดอร์กลับบ้านไปได้ไม่ทันไรก็มาด่วนตายตอนอายุสามสิบสามปี นักประวัติศาสตร์บันทึกสาเหตุว่าเป็นเพราะการดื่มเหล้าอย่างหนักในงานเลี้ยง ครั้งหนึ่งจนร่างกายของเขารับไม่ไหว แต่บางคนก็แย้งว่าเขาถูกวางยาพิษ ช่างเป็นจุดจบที่ไม่สมบูรณ์เลยสำหรับจอมคนที่ครองครึ่งโลกอยู่ในกำมือ

จากนั้นอาณาจักรของเขาได้ถูกแย่งกันในหมู่แม่ทัพของกรีก คือ แคสแซนเดอร์ ไลซิมคัส เซลิวคัส และ ปโตเลมี

สงครามปุนิค

ชาว คาเทจสืบเชื้อสายมาจากชาวโพนีเชียนที่เคยรุ่งเรืองด้วยการค้าในทะเล เมดิเตอร์เรเนียนมาแต่โบราณ เป็นอาณานิคมท่าเรือทางชายฝั่งของแอฟริกา เริ่มทำสงครามกับพวกโรมันที่เกาะซิซิลี (Sicily) ทางตอนใต้ของอิตาลีเป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

สงครามพิวนิกมา สิ้นสุดลงในสมัยของจอมทัพ ฮันนิบาล (Hannibal) ที่นำกำลังบุกอิตาลีจากทางสเปนโดยข้ามเทือกเขาแอลป์เข้าไปยังตอนกลางของ อิตาลีและยึดเมือง คาร์ปัวน์ (Capua) ที่สำคัญของโรมันเอาไว้ได้ แต่ฮันนิบาลก็ไม่สามารถรักษาสถานะภาพของเขาที่ประเทศอิตาลี(Italy)ได้ตลอด ลอดฝั่ง เนื่องจากการที่กองทัพเรือของคาเทจ(Carthage)ได้ถูกทำลายลงไปทำให้ไม่มี กำลังสนับสนุนจากกรุงคาเทจเข้ามาเลยจนต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด

พวก โรมันนำโดยขุนศึกตระกูล สซิพิไอ (Scipii) เริ่มตีโต้กลับจากสเปนไล่ไปจนถึงที่แอฟริกา สงครามชี้ขาดเกิดขึ้นที่ทางตอนใต้ของกรุงคาเทจ สซิพิโอนำกองทัพกำลังของเขาฆ่าทัพของฮันนิบาลจนทำให้พวกคาเทจไม่สามารถมารบ ได้อีกเลยแล้วแอฟริกาก็ตกไปอยู่ในมือของพวกโรมัน ในที่สุด

สปาร์ตาคัส

สงคราม ในต่างแดนทำให้พวกโรมันมีทาสเข้ามาทำงานในอิตาลีมากมาย สปาร์ตาคัส เป็นทาสชาว ธเรส (Thrace) ที่เข้ามาเป็นแกลดิเอเตอร์แล้วก่อกบฏขึ้นมาที่เมืองคาร์ปัวน์ เป็นผู้นำรวบรวมกบฏทาสจากชนชาติต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก บุกขึ้นไปทางเหนือเอาชนะกองทัพโรมันไปตลอดทางจนถึงดินแดนกอล

แต่ก็วก กลับเข้ามาอีกครั้งจากความโลภของพวกเขา คราวนี้ชาวโรมันไม่พลาดท่าอีกแล้วส่ง คราสซุส กงสุลที่จะต้องมาทัดทานอำนาจกับซีซาร์ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง นำทัพมาปราบพวกทาสได้อย่างราบคาบ แล้วคราสซุสก็สั่งให้สปาร์ตาคัสต่อสู้กับเพื่อนเขาจนตายถ้าใครชนะก็ต้องถูก จับถอดเสื้อแล้วนำไปตรึงกับไม้กางเขนแต่สปาร์ตาคัสด้วยความไม่อยากให้เพื่อน ถูกตรึงบนไม้กางเขนเขาจึงต้องฆ่าเพื่อนเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องทรมานอยู่บนไม้ กางเขนแล้วเมือถึงรุ่งเช้าวันต่อมาสปาร์ตาคัสก็ถูกจับถอดเสื้อแล้วตรึงกางเข นอย่างเหียมโหดมากพวกทาสถูกจับถอดเสื้อเพื่อเป็นการประจานสปาร์ตาคัสแล้วจับ ตรึงไม้กางเขนไปตลอดทางยาวของถนนจากกรุงคาร์ปัวน์ไปยังโรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ซีซาร์ ออกัสตัส

ตระกูล “จูลิอาย” (Julii) เป็นหนึ่งในพวกพาร์ทิเชียนของโรมมีบทบาทในการเมืองของโรมมานาน จูเลียส ซีซาร์เป็นลูกหลานของตระกูลที่จะเปลี่ยนแปลงโรม ซีซาร์สร้างชื่อจากการนำทัพของโรมบุกไปยังดินแดนกอลในประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน ชาวโรมมันกลัวพวกคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มานานมากแล้ว เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยถูกพวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในถึงกรุงโรมปล้นสดมได้ไป เป็นอันมาก

ประชาชนเริ่มนิยมในตัวซีซาร์จนทำให้สภาสูง (Senate) เกิดระแวงขึ้นมาวางแผนที่จะกำจัดเขา ซีซาร์ใช้ข้ออ้างนี้ในการก่อสงครามกลางเมืองกับ “ปอมเปย์” (Pompey) กงสุลจอมทัพที่เคยออกรบกับพวก “พอนติก” (Pontic) แต่ก็ไม่มีใครต้านเขาได้ ซีซาร์นำทัพเข้ากรุงโรมและสามารถไปรับหัวของปอมปีย์ได้ที่อียิปต์ แถมยังได้ราชินีโฉมงามพระนางคลีโอพัตรา กลับมาอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ยอมขึ้นเป็นจักรพรรดิจนกระทั่งถูกสถาสูงรุมสังหาร

“ออ กุสตุส ซีซาร์” ลูกบุญธรรมขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากเขา แล้วก็เกิดสงครามกลางเมืองกันอีกครั้งกับ “มาร์ค แอนโทนี” (Mark Antony) นายทัพของซีซาร์ในสงครามกับพวกกอล อ๊อคเตเวียนรุกไล่มาร์คแอนโทนีไปถึงอียิปต์ ที่ซึ่งเขากับพระนางคลีโอพัตราได้ฆ่าตัวตายเป็นเหตุการณ์ที่เช็คสเปียร์นำมา แต่งเป็นบทละคร

เมื่อชนะสงคราม อ๊อคเตเวียนก็ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรโรมัน ใช้ชื่อว่าจักรพรรดิ “ออกัสตัส”

กรุงคอนสแตนติโนเปิล

โรม ในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วนตะวันออกกับตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่

จักรพรรดิคอนสแตนติ นที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออกที่ทำสงครามชนะ สามารถบุกเข้าโรมร่วมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวัน ออก เขาจึงย้ายเมืองหลวงไปที่ คอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งก็ตั้งตามชื่อของเขาเอง ซึ่งเดิมชื่อ ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium)

ในช่วงวาระสุดท้ายคอนสแตนติ นก็หันไปพึ่งศาสนาในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง มีเรื่องเล่าว่าครั้งที่คอนแสตนตินจะข้ามแม่น้ำไปยังกรุงโรมในสมัยสงคราม กลางเมืองเขาได้เห็นนิมิตจากสวรรค์ (ชึ่งก็พึ่งจะแปลความหมายออกตอนนอนป่วย) เขาทำให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของจักรวรรดิ ซึ่งกฎหมายของพวกโรมันบังคับให้ประชาชนต้องหันมานับถือ

การล่มสลายของกรุงโรม

พวก คนเถื่อนทางตอนเหนือของยุโรปก้าวร้าวบุกรุกอาณาจักรโรมันกันเป็นว่าเล่น หนึ่งในนั้นมี “แอตติลา” (Attila) ผู้นำของคนเถื่อนที่เป็นตำนาน รวบรวมเหล่าคนเถื่อนมาไว้ด้วยกันนำกำลังบุกเข้าไปในอาณาจักร โรมันแต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปถึงกรุงโรมได้ถูกพวกโรมันหยุด ยั้งไว้ได้ก่อน แล้วก็มาด่วนตายไป

แต่การกระทำของแอตติลาก็ส่งผลให้ พวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในอาณาจักรโรมัน จนในที่สุดกรุงโรมก็ถูกตีแตกโดยพวกเยอรมัน เป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของพวกโรมันในยุโรปตะวันตก คงเหลือแต่พวกโรมันที่กรุงคอนสแตนติโนเบิลเท่านั้นที่ยังคงแผ่อิทฺธิพลออกไป

Roman Shield.

The shield was the main form of body protection for the Roman soldiers.
Soldiers made a formation called a ‘ tustudo’ with their shields to protect them during battle.
The shield was made from wood.

สาเหตุที่ทำให้ชาวโรมันสามารถขยายอำนาจได้อย่างกว้างขวางมี 4 ประการ คือ

ประสิทธิภาพของกองทัพ  ในระยะแรกโรมันได้มีการจัดรูปแบบกองทหารแบบฟาแลงก์  โดยแบ่งทหารกองละ 100 คน  กองหน้าจะมีอาวุธและเสื้อเกาะที่มีประสิทธิภาพ  ส่วนกองหลังถืออาวุธเบา  การจู่โจมศัตรูกองทหารเดินหน้าเข้าหาศัตรูพร้อมกัน  ต่อมาได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของกองทัพให้ดียิ่งขึ้น  โดยจัดกองทหารแบบลีเจน  โดยแบ่งกองทหารประมาณ 60-120 คน  ทหารทุกคนมีเกราะ  โล่  หอก  และดาบ  แต่มีอาวุธใหม่  คือ หอกปลายเหล็ก  กองทหารแต่ละกองแยกย้ายกันจู่โจมศัตรู  นอกจากการจัดการระบบกองทัพแล้ว  ในกองทัพยังวางกฎระเบียบวินัยที่เคร่งครัดอีด้วย  ประการสำคัญผู้ที่จะเป็นทหารโรมันได้ต้องเป็นพลเมืองโรมันที่มีอายุระหว่าง 17-46 ปี  ทำให้ทหารโรมันมีความพร้อมที่จะทำสงครามเพื่อชาวโรมัน

การ สร้างถนน  ภายหลังจากที่โรมันได้ชัยชนะเหนือดินแดนใดแล้ว  ได้ดำเนินการสร้างถนนจากดินแดนนั้นๆมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโรม  ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเส้นทางควบคุมดินแดนต่างๆมิให้แยกตัวจากโรมัน  ถนนที่สร้างนี้มีความแข็งแกร่งทนทานเพราะใช้ส่งกำลังพลและเสบียงอาหาร  ในยามสงบใช้เป็นเส้นทางการค้า  การมีถนนทำให้กรุงโรมติดต่อสื่อสารระหว่างดินแดนต่างๆ  ได้อย่างรวดเร็ว  จึงง่ายต่อการควบคุมปกป้องดินแดนเหล่านี้

ป้อมปราการ  ในบริเวณชายแดนเมืองหน้าด่านมีการสร้างป้อมไว้คอยป้องกันศัตรูจากภายนอก  นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ปกป้องดูแลเมืองต่างๆ  ในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย

คุณสมบัติของชาวโรมัน  ชาวโรมันมีคุณสมบัติหลายประการที่ส่งเสริมความยิ่งใหญ่ คือ การอุทิศตนต่อหน้าที่ มีความอดทน มีระเบียบวินัยเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีอุปนิสัยไม่ยอมแพ้ เป็นนักมองความจริง เรียนรู้บทเรียนจากอดีต มีขันติธรรมต่อต่างชาติ

ภายหลังจากที่ชาวโรมันมีอำนาจเหนือคาบสมุทรอิตาลีแล้ว ได้แผ่ขยายอำนาจออกนอกคาบสมุทรอิตาลี  โดยทำสงครามคาร์เทจ (ระหว่างปี264-146 ก่อนคริสต์ศักราช) เรียกว่า สงครามปิวนิค ซึ่งมี 3 ครั้ง ด้วยกัน  สงครามสิ้นสุดลงด้วยการผ่ายแพ้ของคาร์เทจ ส่งผลให้โรมันได้ครอบครองดินแดนต่างๆที่อยู่ในความครอบครองของคาร์เทจมาก่อน เช่น เกาะคอร์ซิกา และ ซาร์ดิเนีย ดินแดนในสเปน ดินแดนทางตอนเหนือของทวีปอัฟฟริกา จากนั้นชาวโรมันได้ขยายอำนาจไปทางด้านตะวันออก โดยได้ครอบครองดินแดนซิเรีย มาซิโดเนีย  รัฐต่างๆในเอเชียไมเนอร์

ต่อมาโรมันได้ขยายอาณาเขตขึ้นไปทางตอนเหนือภายใต้การนำกองทัพของ จูเลียต ซีซาร์  ในช่วงระหว่างปี 58- 50 ก่อนคริสต์ศักราช  ทำให้โรมันสามารถครอบครองแคว้นโกล มีอาณาบริเวณจดแม่น้ำไรน์ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และ ช่องแคบอังกฤษทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ  และสามารถเข้าไปปกครองดินแดนภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษอยู่ชั่วระยะ เวลาสั้นๆ

สำหรับดินแดนอียิปต์  โรมันสามารถรวมไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอาณาจักรโรมันใน 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังจากออคตาเวียได้รับชัยชนะในยุทธการทางเรือที่แอคตีอุมใน 31 ปีก่อนคริสต์ศักราช  และ เมื่อออคเตเวียขึ้นมามีอำนาจปกครองโรมันได้จัดรูปแบบการปกครองใหม่เป็น จักรวรรดิ(27ปีก่อนคริสต์ศักราช) โดยตนเองดำรงตำแหน่งจักรพรรดิองค์แรกมีพระนามว่า ออกุสตุส ซีซาร์  ส่วนรูปแบบการปกครองสาธารณรัฐก็ยังรักษารูปแบบไว้  แต่ในทางปฏิบัติอำนาจสูงสุดอยู่ที่ออกุสตุส ซีซาร์ครองอำนาจอยู่นั้นเป็นชิวงระยะเวลาที่มีความสงบสุข ปราศจากการทำสงครามครั้งใหญ่ๆ จึงเป็นสมัยแรกของสันติภาพโรมัน ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปอีก200ปี

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การขยายอาราเขตของโรมันเมื่อสิ้นสุดสมัยออกุสตุสใน ค.ศ. 14  โรมันครอบครองดินแดนเรเซีย นอริคุม แพนโนเมีย อียิปต์ มอริตาเนีย และเมื่อสิ้นสมัยมาร์คุสออเรอุสใน ค.ศ.180  ได้ครอบครองดินแดนดาเซีย เทรซ คัมปาโดเซีย และ อาระเบีย

ด้วยอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลนับจากการขยายตัวใน264 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จนถึง ค.ศ.180 โรมันค่อยๆขยายตัวจากอาณาจักรมาเป็นจักรวรรดิที่มีความยิ่งใหญ่ ไม่มีจักรวรรดิอื่นใดมาเทียบเคียง  และมีอำนาจมากที่สุดในโลก สามารถครอบครองดินแดนต่างๆรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จนได้รับสมญานามว่าเป็น “ เจ้าแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ” และโพลีบิอุสยอมรับว่าโลกที่โรมันปกครองเป็นรัฐโลก
หลังจากสิ้นสมัยจักรพรรดิมาร์คุส ออเรลีอุส  ใน ค.ศ.180 จักรวรรดิโรมันค่อยๆเสื่อมทีละเล็กทีละน้อย ทั้งจากการรุกรานของพวกอนารยชน  ความเสื่อมทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาความแตกแยกภายในทางการเมือง  การสืบทอดตำแหน่งรัชทายาท ระบบทางการปกครอง แต่ว่าในบางช่วงจักรพรรดิบางองค์สามารถรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางได้ เช่น สมัยจักรพรรดิดิโอคลีเซียน แต่ก็ดูเหมือนว่าจักรวรรดิแบ่งเป็น2ภาค คือ ภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออก และพระองค์ได้แต่งตั้งตำแหน่งออกุสตุส (จักรพรรดิผู้ช่วย) ให้ดูแลภาคตะวันตกส่วนภาคตะวันออกพระองค์ดูแลเอง ครั้นสิ้นสมัยของพระองค์เกิดการแย่งอำนาจ จนกระทั่งมาถึงสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงปกครองใน ค.ศ.313 พระองค์สามารถรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางได้อีกครั้ง พระองค์ทรงปรับปรุงเมืองไบแซมติอุม และ เปลี่ยนชื่อเป็นคอนสแตนติโนเปิล แล้วยกฐานะให้เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเมื่อสิ้นสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน



Advertisements

Mechanic

Mechanic

ทุก วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากอาชีพเซลล์ที่เราคุ้นเคยรู้จักมักจี่ตอน เริ่มจะซื้อรถกันแล้ว “ช่างซ่อมรถยนต์” ยังถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เราคลุกคลีกันเสมอ ตั้งแต่ร้านไดนาโม อู่สีรถยนต์ จนถึงช่างเครื่องยนต์ ที่พวกเขามีหน้าที่เปรียบเสมือนหมอ ที่คอยเช็คสุขภาพยานยนต์ของท่าน

“ช่าง” เปรียบดั่ง “หมอ” คงไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่ไกลเกินจริง ทว่าการที่หมอจะรักษาอาการต่างๆที่เกิดขึ้นให้หายขาดได้นั้นก็ต้องการข้อมูล ที่ถูกต้อง และเรื่องทั้ง 5 ดังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ช่างมืออาชีพส่วนใหญ่ฝากบอกต่อขอร้องมายังผู้ใช้รถ ทุกคน ที่เราก็ควรจะเห็นใจเพื่อความสะดวกในการทำงาน

1.อาการ บอกให้ถูกจะได้มั่นใจว่าแก้ตรงจุด ในอาชีพช่างที่เป็นอาชีพบริการนั้น ช่างหลายคนต่างยอมรับว่าบางครั้งลูกค้าไม่สามารถบอกปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากความไม่รู้ของเจ้าของรถ ทว่าช่างเองก็อยากให้รู้ว่า อะไรน่าจะเป็นประเด็นปัญหา มากกว่า คำพูดพื้นๆของพวกเรา เช่น รถสตาร์ทไม่ติด แต่เราควรบอกลักษณะอาการให้มากกว่านั้น เพื่อที่จะได้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เรื่องนี้เขาเน้นย้ำฝากถึงท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย โดยเฉพาะ

2.ลูกค้า รู้ดีเกิน บางครั้งเราไม่จำเป็นฉลาดเหนือช่าง แต่เราลองแกล้งโง่แบบเหมือนไม่รู้อะไรทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอก ว่าอะไรคือต้นตอ ข้อนี้ช่างจำนวนมากบอกว่า ลูกค้าบางคนจู้จี้จุกจิก รู้ดี เพราะความรู้ที่มีท้วมท้น แต่ช่างคือหมอ อย่างที่เรากล่าว ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้จึงฝากขอความเห็นใจในการเคารพการทำงาน แม้จะทราบดีว่าช่างมีมาก แต่ช่างที่ดีจริงๆ มีไม่เยอะเท่าไร

3.ดูแล ทรัพย์สิน เรื่องจริงที่ไม่อยากจะทำ ช่างหลายคนบ่นเรื่องหนึ่งมาให้เราฟังและหนึ่งในนั้นคือการดูแลทรัพย์สินที่ ไหน โดยเฉพาะรถของท่านที่สามารถเคลื่อนได้ง่าย เช่นเดียวกับทรัพย์สินในรถที่อาจมีของมีค่า และต้องระวังบรรดาลูกมือต่างๆ ที่คอยจะฉกฉวย การดูแลทรัพย์สินเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว ช่างหลายคนหมดตัว เพราะทรัพย์สินของลูกค้า ดังนั้น เราทุกคนควรจะพึงนึกเสมอว่า เก็บของมีค่า และถ้าช่างไม่ว่างและปัญหาไม่ว่าง ก็จองคิวนัดวันไปเลย

4.ซื้อของเอง ทำได้ แต่ก็ควรเข้าใจ เราหลายคนที่รู้เรื่องรถ ก็กลัวช่างฟันหัวแบะกลับมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เราแทบจะรู้กันอยู่ทุกวี่วัน แล้ว แต่การซื้อของเองก็อาจเป็นดาบ 2คม ที่กลับมาทำร้ายตัวเอง โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญๆ ซึ่งต้องมีการรื้อถอดประกอบกันอยู่บ่อยครั้งและวุ่นวาย ซึ่งการเปลี่ยนชิ้นส่วนไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อเทียบกับการรื้อถอดประกอบ แต่ช่างเองก็อยากทำงานให้เสร็จสิ้น เพราะยังมีคิวยาวเป็นหางว่าว ดังนั้นหากคุณไม่มั่นใจเรื่องซื้อของก็จงให้เป็นหน้าที่ช่างไปเถอะ “อย่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายเลย”

5.เงิน ทองเรื่องสำคัญ ..มันต้องกินต้องใช้ การทำงานหนึ่งอย่างเราก็อยากได้เงิน ช่างก็เช่นเดียวกัน ลูกค้าหลายคนใช้โอกาสความสนิทสนมกับช่างในการติดเงินบานเบอะ โดยส่วนหนึ่งก็มาจากการทำรถที่ไม่รู้จบไม่รู้จักประมาณตน พอจ่ายไม่ไหวก็ขอค้างบางส่วน และสุดท้ายเป็นหนี้พอกพูน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่พบเจอประจำตามอู่ต่างที่มีอยู่อย่างมาก และช่างทั้งหลายฝากข้อคิดเรื่องนี้มา และอยากให้ลูกค้าทราบว่าช่างก็คนและมีภาระต้องดุแลเช่นเดียวกัน

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องต่างๆ ที่สำคัญๆ ที่ช่างทั้งหลายฝากขอมาเป็นการเฉพาะ ต่อผู้ใช้รถ และเราเองก็ควรนึกถึงใจเขาใจเรา แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า เราหลายคนล้วนมีประสบการณ์ไม่ดีในการซ่อมรถก็ตาม

ทุก วันนี้พวกเราหลายคนคงต้องเผชิญหน้ากับบรรดาช่างที่พวกเขาเปิดรับบริการซ่อม รถยนต์คอยรักษาปัญหาอาการไม่สบายของรถให้หายเป็นปลิดทิ้ง ที่แยกกันมีตั้งแต่เบรค โช๊ค ช่วงล่าง แบตเตอร์รี่ ไปจนถึงเครื่องยนต์ และการซ่อมตัวถังที่หลายคนที่มักไม่ค่อยระวังได้แวะเวียนไปใช้กันบ่อยๆ

อาชีพ ช่างซ่อมรถยนต์ นับว่าเป็นอาชีพที่เราน่าจะคุ้นเคยที่สุด หลังจากออกรถมากกว่าเซลล์ ที่ผีปากกล้าขายรภให้เรา แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่าช่างเหล่านั้นทำอะไรกับรถเราบ้าง เราไม่ได้จะสอนให้คุณเป้นช่างแต่ วันนี้เราจะมาพูดถึงการรู้ทันช่างที่บางครั้งจำเป็นต้องรู้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงความคุ้มค่าและราคาที่เราได้และต้องเสียเงินให้พวกเขาทำ งาน ซึ่งก็ไม่ยากจนเกินเข้าใจ

1. รู้ปัญหา ข้อนี้สำคัญมากเมื่อรถมีปัญหา สิ่งที่คุณควรทำอันดับแรกคือ รู้ว่าอะไรคือต้นตอของปัญหาถ้าเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณพอเริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่า คุณจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถกรณีนั้นๆ สักเท่าไรกันแน่

2.ตี สนิทกับช่าง เราไม่ได้ให้คุณไปหว่านเสน่ห์ช่าง หรือไปเป็นขวัญใจ แต่ให้พูดคุยเพื่อรับฟังคำแนะนำและแนวทางที่เขากำลังจะทำให้เรา ก่อนที่เขาจะลงมือทำ ซึ่งจะช่วยให้เรามั่นใจได้ยิ่งขึ้นว่าเขาจะไม่มามั่วแนวกับรถเรา ซึ่งจะเป็นการเลี้ยงไข้และทำให้รถเสื่อมสภาพมากกว่าคืนสภาพ

3.ชวน เพื่อนมาช่วยดูแล ถ้าในกรณีที่รถมีปัญหาที่หนักบ้างครั้ง คุณก็อาจคนที่ต้องรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมช่าง อาจจะชวนเขามาดูหรือโทรพูดคุย แต่อย่าไปหักหน้าช่าง ให้คุณรู้เอาไว้ใช่ว่า และดูการทำงาน หรือในกรณีที่รถคุณซ่อมหนัก ต้องนอนอู่ก็ควรจะแวะเวียนหรือโทรไปพูดคุยกับช่างบ้างว่า รถเป็นอย่างไร

4.ทดสอบ งานซ่อม เมื่อรถซ่อมเสร็จ เป้นหน้าที่ของเราที่ต้องทดสอบชิ้นงานที่ออกมาจากมือพวกเขา คนจำนวนไม่น้อยไว้ใจช่างมากเกินไป และทำให้คนเหล่านี้ได้ใจที่จะขอเรียกเก็บเงินก่อน ทำให้เราตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบทันที จำไว้จ่ายเงินเมื่อไรมีปัญหาเราจะแก้ไขยาก

แม้ จะมีการรับประกันในระยะเวลาที่ช่างอาจจะบอกกับคุณ แต่ทางที่ดีคุณต้องลองทดสอบผลงานก่อนนำรถออกไป หรือขับทดลองหากจำเป็น และกรณีที่ช่างมีการกล่าวถึงการรับประกัน ถามให้แน่ชัดและให้เขาเขียนใบเสร็จรับเงินพร้อมหมายเหตุตามที่ได้ให้ เงื่อนไขไว้ เพื่อจะได้เป็นหลักฐานยืนยัน

เหล่า นี้เป็นวิธีง่ายๆที่คุณสามารถปฏิบัติได้ เมื่อต้องนำรถเข้าไปเผชิญหน้ากับช่าง ซึ่งการที่เราป้องกันความผิดพลาดไว้เป้นเรื่องที่ดีกว่าต้องมาเสียใจภายหลัง และที่สำคัญคือ เมื่อมีปัญหาสำคัญควรจะเลือกช่างที่ไว้ใจได้และชำนาญงานในการซ่อมจริงๆเพื่อ ให้เรามั่นใจว่า เขาเข้าใจปัญหานั้นอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ได้เป็นหนูทดลอง

Highland Battler

Highland Battler

นักรบคนเพื่อนนี้ทำออกมาเกือบจะดูดีมีเพียงผมเท่านั้นที่ทำให้ดูเหมือนนักรบของเราหัวเถิกไปหน่อยเท่านั้นครับ

ผม ของนักรบนี่น่าจะเอามาจาก Exoforce โล่ดัดแปลงมาจากธีมไวกิ้ง ดาบถ้าเข้าใจไม่ผิดจะเป็นดาบแบบใหม่ซึ่งก็รอดูว่าจะเป็นดาบเดียวกับของ ลอด ออฟ เดอะ ริง หรือไม่ ทำออกมาพอใช้ได้ครับไม่ถึงกับดีมากแต่ก็ดูสวยพอได้
แค่ชื่ออาจไม่ได้สวยหรูมาก
ให้คะแนน 6/10 คะแนน

พอพบเห็นได้บ้างตามห้างเนื่องจากกระแสไม่แรงมากและกล่องนึงมีถึง 5 ตัว ทำมาเยอะกว่าโรมันเพื่อให้มารุมโรมันรึป่าวเนี่ย อิอิ

นักรบคนเถื่อน

เมื่อ รุ่งโรจน์ถึงขีดสุดแล้วก็ย่อม โรยรานี่คือสัจธรรม แต่ใครจะ คิดว่ามหาอาณาจักรโรมันอัน ยิ่งใหญ่ จะดับวูบลงได้ด้วยน้ำมือ ของผู้รุกรานที่เรียกกันว่า “คนเถื่อน” จากสมรภูมิรบที่โรมัน ประเมินศักยภาพของฝ่าย ตรงข้ามต่ำเกินไป

เรา คงต้องหันไปจับความเมื่อก่อน ค.ศ. 378 กันสักเล็กน้อย ซึ่งเวลานั้นเป็น เวลาหลังจากที่โรมันได้แบ่งออกเป็นสองอาณาจักรโดยโรมันตะวันออกมี ฟลาวิอุส วาเลน จักรพรรดิหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบ ส่วนโรมันตะวันตกมีหลานของพระองค์คือ ฟลาวิอุส เกรเชียน หนุ่มน้อยวัยรุ่นผู้เป็นนักรบเก่งฉกาจปกครอง

ใน เวลานั้น นอกบ้านชานเมืองของโรมก็มีพวกบ้านป่าเมืองเถื่อนล้อมรอบอยู่ คือพวก กอธ ทั้ง ออสโตรกอธ และ วิสิกอธ ซึ่งก็ย้ายหนีมาจากบ้านเก่าแถวสแกนดิเนเวียลง มาทางใต้ อยู่ในระหว่างขยายเผ่าพันธุ์และออกลูกออกหลานกันอย่างเมามัน ทั้งสองฝ่ายคือพวกกอธและโรมัน ต่างประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำดานูบมาเป็นร้อยปี

เรื่อง มันก็คงจะไม่น่ามีอะไรเดือดร้อน ถ้า…พวกเขาจะไม่ถูกพวกอพยพใหม่ๆ เช่น ชาวฮั่น ชาวเผ่าเร่ร่อน นักรบผู้เก่งกาจบนหลังม้าจากเอเชียกลาง ซึ่งเดินทางมาจากตะวันออก ทำให้พวกกอธเริ่มหาทาง หนีรุกเข้ามาในชายแดนของ โรม สมัยของจักรพรรดิวาเลน ซึ่งพระองค์ก็ทรงอนุญาตยอมให้วิสิกอธ ข้ามแม่น้ำดานูบอพยพเข้ามาถึงเมืองเธรส ซึ่งอยู่ ทางตอนเหนือของกรีซได้ ชะรอย ชาวโรมันจะไม่รู้ว่า จำนวนพวกกอธมีมากมายขนาดไหนก็ได้ ถึงได้ออกปากอนุญาต ไปยังงั้น แต่ยามที่มดปลวก ชาวกอธ อพยพข้ามแม่น้ำ จะด้วยเรือ ด้วยแพ กระทั่งกอดขอนไม้ ลอยน้ำ และว่ายน้ำ แม่น้ำดานูบ ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ กว้างกว่าครึ่งไมล์ ก็ดูแคบไปถนัดใจ

ใน สายตาของ ลูปิซินุส ผู้บังคับบัญชาทหารท้องถิ่น เหตุการณ์ เหล่านี้ล้วนไม่ธรรมดาเสียแล้ว คนจำนวนแสนไร้ที่อยู่ หิว และมีอาวุธ ย่อมจะเป็นปัญหาใน อนาคตเป็นแน่แท้ ลูปิซินุสประสาทกิน เขาหาทางออกด้วย การวางแผนสังหารผู้นำกอธิคเสียให้สิ้น ด้วยการเชิญบรรดาผู้นำกอธิค ทั้งหลายมารับเลี้ยงอาหาร และจัดการสังหารหมู่หัวหน้าชาว อพยพเหล่านี้เสียส่วนใหญ่ สิ่งที่พลาดอย่างแรงก็คือ เขาไม่สามารถฆ่าผู้นำทั้งหมดนะสิ มีผู้นำชาวกอธหลายคนหนีไปได้ หนึ่งในนั้นก็คือ ฟริติเจิร์น (Fritigern)

ฟริติเจิร์นคนนี้ กลายเป็นตัวจักรสำคัญ ความแค้นที่ถูกชาวโรมันหักหลัง ทำให้เขารวบรวมกำลังชาวกอธหันหน้าเข้าตอบโต้ในทันทีทันใด โดยพาทัพนักรบป่าเข้าโจมตีกองทหารโรมที่อยู่ ใกล้ที่สุดที่มาชิอาโนเปิล ซึ่งลูปิซินุสประจำอยู่

เมื่อ ลูปิซินุสเห็นทัพชาวกอธจู่โจมเข้ามา เขายกกองทหารออกมาตั้งแถวหน้ากระดานรับตรง ระหว่างทางเข้าเมือง ฟริติเจิร์นเห็นแถวทหาร เขาจัดการแปรแถวทหารป่าของตัวเป็นรูปเสา แทนที่จะ เข้าปะทะด้วยแถว หน้ากระดานเหมือนกัน แถวทหารชาวป่าเข้ากระแทกแถวหน้ากระดานของชาวโรมันอย่างดุเดือด ทหารป่าของฟริติเจิร์นเต็มไปด้วยความโกรธและความหิว ในขณะที่ทหารของโรมันซึ่งแม้จะเป็นทหารที่ได้ชื่อว่ามีระเบียบวินัยดีมาก แต่ไม่มีแรงขับภายในเท่า ทำให้ต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ ลูปิซินุสหนีไปได้ แต่ ทหารในบังคับจำนวนราว 5,000 คน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของกองทหาร …ตายหมด!

จาก วันนั้นเป็น ต้นมา อาณาจักรโรมันก็ตกอยู่ภายใต้การคุกคาม ของคนเถื่อน ชาวกอธ ต่างๆ นับวันก็เพิ่มจำนวน ขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การนำของฟริติเจิร์นจากวิสิกอธ อลาเธอุส และ ซาแฟร็กซ์ จากออสโตรกอธ หนำซ้ำยังมีการรวมตัวเข้ากับพวกอพยพเผ่าอื่นๆ เช่นว่าพวกซามาเธียน อลัน และแม้กระทั่งพวกฮั่น และจากนั้นเมื่อกลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาจนดูราวกับฝูงตั๊กแตนใน ทุ่งข้าว พวกเขาก็เดินทางถึงเมืองใหญ่อาเดรียอาโนเปิลเพื่อพยายามยึดเมืองนี้ให้ได้

ขณะ นั้นเองที่จักรพรรดิวาเลน ทรงได้รับข่าวร้าย ทำให้พระองค์รีบจัดเตรียมกองทัพ ในวันรุ่งขึ้น และส่งข่าวให้จักรพรรดิเกรเชียน จากโรมันตะวันตกยกมาช่วย จักรพรรดิเกรเชียนก็พากองทัพ ขนาดเล็กยกออกมาจากอิตาลี (แม้จะห่างจากจุดหมายเกือบๆพันไมล์) ตามแผนที่กะกันไว้ก็คือ จะนำกองทัพทั้งสองรวมกันแล้ว ช่วยกันไล่พวกคนเถื่อนออกไป

จักรพรรดิ วาเลนจัดทัพตามแบบแผนโรมัน มีกำลังทหารม้าเป็นกองหน้า มีทหารราบอยู่ตรงกลาง และมีกองทหารม้าปิดท้าย ออกเดินทางมาจากคอนสแตนติโนเปิลมุ่งหน้าอาเดรียอาโนเปิล ครั้นเมื่อมาถึง พระองค์จัดการให้พวกเสือหมอบแมวเซา(สายลับ) ออกไปสืบความเคลื่อนไหวของพวกกอธ

พวกเสือหมอบแมวเซา กลับมาเสนอรายงาน ที่น่าแปลกใจว่า พวกกอธ ไม่ได้มีกำลังมหาศาลอย่างที่คิด ตรงข้ามพวกมันมีกำลัง ไม่เกินหมื่นเท่านั้น ข่าวนี้ทำให้จักรพรรดิวาเลนกระหยิ่มใจ พระองค์ต้องตัดสินใจให้ เร็วที่สุด หากพระองค์ชิงลงมือ โอกาสที่กองทัพใหญ่ ของพระองค์จะมีชัย เหนือกองทัพเล็กของคนเถื่อนก็มีอยู่เห็นๆ ที่สำคัญ พระองค์มีความริษยาลึกล้ำ อยู่ในใจ ต่อจักรพรรดิเกรเชียนผู้หลาน หากพระองค์ชนะศึกนี้โดยลำพัง ชื่อเสียงก็จะกลับคืนมาสู่องค์เอง แทนที่จะต้องแบ่งกับเกรเชียน

และก็ทิฐิมานะ ความเห็นว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่นนี่เอง ที่ทำให้พระองค์ไม่รู้เรื่องใดของศัตรูเอาเลย ไม่รู้ว่าศัตรูของพระองค์ เป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่มีจำนวนมากมายมหาศาล ขนาดที่เมื่อจัดเป็นขบวนเกวียนและคนต่อแถวกันยาวถึงหกไมล์ (หนังสือบาง เล่มกล่าวไว้ว่า พวกอพยพมีจำนวนถึงสองล้านคน!) ไม่รู้ว่าพวกเขาถนัดในเรื่องการเดินทางเคลื่อนที่ จึงรู้วิธีบำรุงกำลังคนกำลังม้า ในเวลาที่ต้องรวมกันต่อสู้ พวกเขาจะนำเกวียนมาผูกกันเป็นวงกลม กลายเป็นป้อมค่ายแบบสายฟ้าแลบ ซึ่งทำให้เวลารบ แม้กอธจะชอบรบในทุ่งกว้าง แต่การมีเกวียนมาผูกติดกันไว้ ทำให้พวกเขาได้รบในทุ่งกว้างและยังมีที่หลบ หลีกตามเกวียนด้วย อีกอย่างหนึ่ง พวกนี้ไม่แบ่งว่าใครเป็น ทหารหรือใครเป็นประชาชน ทุกคนรบได้เหมือนกัน ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ จักรพรรดิวาเลนไม่รู้ว่า พวกคนเถื่อนจะรบแบบถวายชีวิตเพียงไร!

วา เลนนำทัพมาประจันหน้าฟริติเจิร์นที่นอกกำแพงอาเดรียอาโนเปิล แต่ฟริติเจิร์นยังไม่ยอมลงมือ เขากะถ่วงเวลาชาวโรมัน เพราะกองกำลังม้าส่วนใหญ่ของเขายังมาไม่ถึง เพราะว่ากำลังอยู่ระหว่างกระจัดกระจายเล็มหญ้าอยู่บนหุบเขาใกล้ๆ (สายสืบของวาเลนจึงเห็นแค่กำลังที่เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ไง) ดังนั้น เพื่อรอกำลังสมทบ ฟริติเจิร์น ส่งทูตไปหาจักรพรรดิวาเลนขอเจรจาสันติ

แต่ ก็อย่างที่นึกละ ตกมาถึงขั้นนี้ จักรพรรดิวาเลนย่อมไม่ตกลงเจรจาใดๆทั้งสิ้น และก่อนที่ใครๆจะรู้ตัว กองก่อกวนของโรมันก็เริ่มตี พวกกอธที่ปีกขวาอย่างประปราย ทหารม้าของฟริติเจิร์น ตอบโต้ด้วยการพุ่งเข้าใส่ จนสามารถตัดขบวนทหาร กองก่อกวนล่าถอยไปไกล การรบอย่างแท้จริงเริ่มต้น ทว่าแย่ตรงที่เริ่มเอาตอนที่กำลังเสริม ของกอธลงจากภูเขาพุ่งลงมาสมทบพอดี

ตามถ้อยคำของ แอมมิอานุส มาเซลลินุส นักประวัติศาสตร์โรมันกล่าวไว้ว่า

“พวก กอธพุ่งลงมาจากภูเขาราวกับสายฟ้า เมื่อเห็นว่าพวกเดียวกันกำลังเดือดร้อน ก็เข้าตีกองทหารม้าซึ่งเป็นปีกขวาของทัพโรมัน ทหารม้าส่วนหนึ่งของกอธควบอ้อม ไปตีแถวทหารราบโรมันทางด้านหลังด้วย จากนั้นทหารราบของฟริติเจิร์นก็โผล่ออกมาจาก หลังวงเกวียนเข้าสมทบตีกอง ทหารโรมันทางด้านหน้า”

กองทหารโรมัน
กอง ทัพโรมันที่อ่อนแรงอยู่แต่แรก เพราะโดนความร้อนเดือนสิงหาเผาผลาญ ในช่วงเดินทางมาก่อน พอมาเจอกับกำลังศัตรูที่คาดไม่ถึงและวิธี การรบที่ไม่เคยเห็น เล่นเอากองทัพที่เคยเต็มไปด้วยระเบียบระส่ำ ไม่เป็นขบวน การรบลุกลามเหมือนไฟป่า ลูกธนูนับพันและหอกจำนวนมากตกลง ใส่ขบวนทหารโรมันราวกับห่าฝน ยิ่งสมทบกับกลศึกของฟริติเจิร์นซึ่งสั่งแปรแถวทหารราบให้เป็นเสมือนเครื่อง กระทุ้ง (ประตู) หัวแกะ เข้าจัดการกับแถวทหารโรมัน ทหารม้าโรมันที่เหลืออยู่เต็มจำนวนทางปีกซ้าย โดนนักรบชาวป่าเข้าต่อตีก็เริ่มถอยหนีด้วยอาการสับสน แต่แล้วพวกเขากลับพบว่า กองทัพของตนถูกชาวป่าบีบล้อมทุกด้าน

และแล้วการรบตัวต่อตัวก็เริ่มขึ้นอย่างไร้ปรานี

เมื่อ เสร็จสิ้นสงครามบ่ายวันนั้น ร่างไร้วิญญาณของคู่ต่อสู้ เกลื่อนสนาม บางคนถูกตัดหัว บางคนตัวขาดออกจากกัน แขนขากระเด็น ขาดพาดทับเป็นกองเลือดเจิ่งนองทั่วท้องทุ่ง เสียงตะโกนเรียกหา เสียงร้องเรียกความกล้าแก่กันระหว่างทหารโรมันค่อยๆ แผ่วจนกลายเป็นเสียงร้องครวญครางของคนกำลังจะตาย ประมาณกันว่าทหารโรมันส่วนน้อยล่าถอย ไปได้ แต่ส่วนใหญ่ราวเศษสองส่วนสามตายหมด

รวมทั้ง…จักรพรรดิวาเลน!

จักรพรรดิ เกรเชียนเมื่อได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ ก็พาทัพหันหลังกลับบ้านทันที นี่ละผลแห่งการประเมินกำลังข้าศึกต่ำเกินไป การเผชิญหน้าครั้งแรกโรมันจึงพ่ายแพ้ยับเยิน

ความขัดแย้งระหว่างสอง ฟากก็ยังมีอยู่ ในแผ่นดินตุรกีอีกสามสิบปีต่อมา แม้ว่าไม่มีฝ่ายไหนแข็งแรงมากพอ จะคว่ำอีกฝ่ายให้พ่ายแพ้ อย่างสิ้นเชิง สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นก็คือจำนวนประชากรชาวเผ่า ซึ่งเมื่อถึง ค.ศ. 409 พวกกอธ ก็เฮละโลอพยพไหลกันไปทางตะวันตกสู่อิตาลี เข้ายึดและเผาเมืองโรมเมื่อปี 410

ส่วนโรมันตะวันออกก็สิ้นอารยธรรมลงในอีกเจ็ดร้อยปีต่อมา

Intergalactic Girl

Intergalactic Girl

Intergalactic Girl
สาว น้อยผู้มาจากอวกาศนี้นั้นเสื้อชมพูเห็นชัดมาแต่ไกล พาร์ทมีของใหม่คือ เสื้อและกางเกง (สองอันนี้ซ้ำก็คงไม่ไหว) กับหน้าใหม่ที่มีมาให้ ปืนแท่งเรเซอร์ ทรงผม หมวกกันน้อคนั้นเป็นดั่งมาตรฐานใน มินิฟิก ซีรี่ ไปซะแล้ว
ให้คะแนน 3/10 ใครแอบเอาไปตั้งกองทัพละก็ 300 คนสบายๆไม่ต้องแย่งใครและไม่ต้องไปตระเวรไม่ต้องไปอารมณ์เสียกับพนักงาน เพราะถ้ามีคนมาเหมาซื้อเขาคงมากราบแทบเท้างามๆ เพื่อจะได้สั่งของเพิ่มมาเอาโรมันไปแอบขายโก่งราคาหรือเอาไปให้ตลาดมืดได้  เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง

วา เลนติน่า เตเรชโกว่า นักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลกชาวโซเวียต เธอได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการบินครั้งประวัติศาสตร์ ของเธอ ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายยุค 80 เป็นต้นมา แม้ว่าระหว่างนั้น จะมีข่าวลือเกี่ยวกับเธอออกมามากมาย ซึ่งเธอก็ไม่ได้ออกมาตอบโต้แต่อย่างใด ข่าวลือที่ว่านั้นก็อย่างเช่น เธอกลัวการบินครั้งนั้นอย่างมาก และอยากเดินทางกลับโลกก่อนกำหนด ครุชชอฟ (ผู้นำโซเวียตในยุคนั้น) จับเธอแต่งงานกับ อันเดรียน นิคาลัยเยฟ นักบินอวกาศคนที่ 3 ของโซเวียต เพื่อการทดลอง  และลูกของเธอคลอดออกมาเป็นคนพิการ จนทั้งสองต้องเอาไปซ่อนไม่ให้สาธารณชนรู้ และนี่คือบางส่วนในการออกมาแก้ข่าวครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของเธอ

จากสาวทอผ้า สู่นักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก

ก่อน จะมาสร้างประวัติศาสตร์ วาเลีย (ชื่อเล่นของวาเลนติน่า) เตเรชโกว่า เป็นเด็กสาวธรรมดาๆจากหมู่บ้าน มาสเลนนิโกว่า เขตยาโรสลาฟสกี้ พ่อตายในแนวรบฟินแลนด์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่ต้องเลี้ยงลูก 3 คนตามลำพัง พออายุ 17 วาเลียเข้าทำงานที่โรงงานทอผ้าเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ในวันหยุดเธอจะไปกระโดดร่ม เนื่องจากเป็นสมาชิกชมรมการบินแห่งหนึ่ง พอถึงปี 1962 สาวโรงงานวัย 25 ก็ถูกเลือกให้เข้าโครงการคัดเลือกนักบินอวกาศ

หลัง ยูริ กาการิน กลายเป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลก ก็มีการมองหาหญิงสาวหน้าตาดีจากชมรมด้านการบินต่างๆทั่วประเทศ เพราะครุชชอฟ อยากให้ผู้หญิงโซเวียตเป็นนักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก ในช่วงนั้นวาเลีย ไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาๆแล้ว เธอเป็นเลขาธิการองค์กรคอมโซโมล (คอมมิวนิสต์รุ่นเยาว์) ของแรงงานทอผ้าเขตยาโรสลาฟสกี้ ทำให้แกนนำระดับสูงสามารถเชื่อมั่นในแนวคิดทางการเมืองของเธอได้ แม้ว่าช่วงนั้นเธออาจจะมีข้อบกพร่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ พ่อของเธอสูญหายไปในสงคราม ( และเป็นไปได้ที่อาจจะหนีทัพ โดยเพิ่งจะในยุค 80 เท่านั้นที่มีการค้นหาหลุมฝังศพพ่อของเธอจนพบ)

ใน การคัดเลือกว่าที่นักบินอวกาศหญิงคนแรก ได้คัดผู้ที่เหมาะสมมา 5 คน แต่ผู้ที่มาแรงที่สุดคือวาเลีย ปานามาโรฟว่า และอีร่า ซาลาฟโยฟว่า คนแรกเป็นนักบินผู้มากประสบการณ์ เคยลงแข่งการบินระดับทั่วประเทศมาแล้ว ส่วนคนหลังก็กระโดดร่มมาแล้วกว่า 700 ครั้ง นอกจากจะประสบการณ์น้อยกว่าทั้งสองแล้ว วาเลีย  เตเรชโกว่า ยังเป็นคนเดียวที่ไม่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายด้วย และในระหว่างการคัดเลือก เธอก็ไม่ได้ทำคะแนน”ดีเยี่ยม” ในทุกการทดสอบแต่อย่างใด แต่ที่ตัดสินใจเลือกเธอนั้น ก็มีอยู่หลายเหตุผล ประการแรก จากประสบการณ์ของกาการิน เมื่อกลับลงมา นักบินอวกาศต้องเดินทางไปทั่วโลก เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของโซเวียต และประสบการณ์ในฐานะเลขาธิการคอมโซโมลของเธอจะช่วยเธอได้มาก ประการที่ 2 คาราโลฟ (ผู้รับผิดชอบดูแลโครงการอวกาศโซเวียต) หวังว่า ในการบินครั้งที่ 2 ของนักบินอวกาศหญิงโซเวียต เขาจะให้พวกเธอออกไปนอกยาน งานนี้ต้องใช้คนที่มีทักษะสูง และเขาก็เล็งไปที่ปานามาโรฟว่า และซาลาฟโยฟว่า

เกือบลอยออกนอกโลก

14 มิถุนายน 1963 จรวดนำยานวอสต็อค 5 พร้อมกับวาเลรี่ บึกกอฟสกี้ ขึ้นสู่อวกาศ ในวันถัดมา วอสต็อค 6 จะต้องพา วาเลีย ตามขึ้นมาไป แต่เมื่อเธอ พร้อมนักบินอวกาศสำรอง ในเครื่องแบบนายทหารใหม่เอี่ยม เดินทางมาถึงฐานปล่อย เพื่อเตรียมตัวสำหรับการบิน ทางการตัดสินใจว่า การบินครั้งนี้ไม่ควรเป็นการบินแบบทหาร ทั้งสองจึงถูกพาตัวกลับไปเปลี่ยนเสื่อผ้าเป็นการด่วน ก่อนจะพากลับเข้ามาอีกครั้ง

สำหรับการออกเดินทางนั้นไม่มีปัญหาอะไร ปัญหามาเกิดตอนที่ยานต้องลงจากวงโคจรเพื่อเตรียมกลับบ้าน วาเลียเล่าว่า ในการบินด้วยโหมดออโต้ ยานทำงานได้ไม่ถูกต้อง ทำให้แทนที่ยานจะไต่วงโคจรเพื่อกลับลงมา มันกลับไต่วงโคจรกลับขึ้นไป เธอจึงไม่ได้ลงมาใกล้โลก แต่กลับห่างจากโลกออกไปทุกขณะ วาเลียได้แจ้งเรื่องนี้กับคาราโรฟ และทางภาคพื้นดินก็แก้ไขเรื่องนี้สำเร็จในวันที่ 2 ของการบิน

เธอ เล่าด้วยว่า คาราโลฟขอร้องให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และเธอก็เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมานานนับสิบปี แต่ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็เพราะเห็นว่า มีสื่อมวลชนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ไปก่อนหน้าแล้ว

อาเจียนในอวกาศ

มี ข่าวลือว่าตอนที่อยู่ในอวกาศ วาเลียเจอปัญหากับสภาพไร้น้ำหนักอย่างมาก เธอทั้งอาเจียน ทั้งเวียนหัว ทำให้โครงการทดลองในอวกาศต้องเสียหายหมด ด้านคาราโลฟเองก็เตรียมนำยานลงฉุกเฉิน  แต่ในความเป็นจริงนั้น ปัญหาของการบินนาน 3 วันเป็นคนละเรื่องกับที่กล่าวว่า ในยุคนั้น ตลอดเวลาการบิน จะไม่มีการถอดชุดนักบินอวกาศ ดังนั้นพอถึงวันที่ 2 ผิวหนังของเธอก็เริ่มระคายเคือง พอถึงวันที่ 3 ก็เจ็บจนทนแทบไม่ไหว และในบางจุดของร่างกายก็คันมาก

ปัญหาอีกอย่างของเธอก็คือ อยากกินอาหารแบบชาวโลก ประเภทขนมปัง มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ แต่ที่เธอต้องกินก็คือขนมปังแห้ง และเธอยอมรับว่าเธออาเจียนออกมาครั้งหนึ่ง จากปัญหาเรื่องอาหาร

ผวาลงทะเลสาบ

ตอนแยกตัวออกจากยาน เพื่อกลับพื้นโลก วาเลียยอมรับหลังจาก 44 ปีให้หลังว่าเธอกลัวมาก เพราะเบื้องล่างของเธอเป็นทะเลสาบ ( นักบินอวกาศไม่สามารถบังคับร่มชูชีพขนาดใหญ่ที่ความสูง 4 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกได้ ) ตอนนั้นเธอคิดว่า ” คุณพระช่วย ส่งผู้หญิงขึ้นมาคนแรก ทำไมต้องให้ลงน้ำ ”

แน่นอนว่า นักบินอวกาศได้รับการฝึกเรื่องการลงน้ำ แต่เธอคิดว่าจะมีแรงมากพอสำหรับเรื่องนี้หรือ หลังการบินที่เหน็ดเหนื่อยนาน 3 วัน แต่ก็โชคดีที่ในที่สุดเธอลอยผ่านทะเลสาบ แต่พอถึงพื้น ก็มีลมแรง และมันก็ลากเธอไปไกลไม่น้อย ในที่สุดเธอก็ปลดร่มได้ แต่ก็เล่นเอาจมูกของเธอเป็นรอยเขียวช้ำ ซึ่งคณะแพทย์ก็ต้องช่วยกันตกแต่งเพื่อพรางรอยเขียวช้ำของเธอ ตอนที่พาไปพบผู้บังคับบัญชาระดับสูง

ครอบครัวอวกาศ

ส่วนข่าว เรื่องครุชชอฟ จับเธอแต่งงานกับนักบินอวกาศคนที่ 3 เพื่อเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงก็คือ นิคาลัยเยฟ นักบินอวกาศวัย 35 ตามจีบวาเลีย วัย 26 มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะได้ออกบินแล้ว หลังวาเลียกลับลงมา 5 เดือน ทั้งสองก็แต่งงานกัน

นายพลทหารอากาศนาย หนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกทหารอากาศมาเป็นนักบินอวกาศ บันทึกเอาไว้ว่า ในทางการเมือง และทางวิทยาศาสตร์ การจับคู่กันของคนทั้งสองอาจจะ และน่าจะเป็นประโยชน์ แต่ในความเห็นของเขา เขาไม่เชื่อว่าวาเลียจะรักอันเดรียน เพราะคนทั้งสองแตกต่างกันมาก เธอคือไฟ เขาคือน้ำ ทั้งสองเป็นคนเข้มแข็ง มุ่งมั่น และไม่มีใครสนับสนุนซึ่งกันและกัน

แต่ในความจริง พวกเขาอยู่ด้วยกันมาถึง 19 ปี หลังแต่งงาน 1 ปี ทั้งสองก็ได้ลูกสาวมา 1 คน ซึ่งก็เป็นเด็กที่แข็งแรง สมบูรณ์ทุกประการ

เบรชเนฟ อนุมัติให้หย่า

กลาง ปี 1979 ไม่ค่อยมีใครเห็นคนทั้งสองอยู่ด้วยกัน แต่เรื่องการหย่าร้างเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในยุคนั้น เพราะสำหรับทั้งประเทศแล้ว คนทั้งสองคู่บุคคลตัวอย่าง ที่เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จของคนโซเวียต สำหรับอันเดรียน ที่เตรียมจะขึ้นบินอีกครั้งนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะเคยมีประวัตินักบินที่อดขึ้นบินหลังการหย่าร้าง ส่วนวาเลียก็เช่นกัน เธอจะหย่าร้างได้อย่างไร เมื่อเธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการสตรีโซเวียต

วาเลนติน่า วลาดิมีรอฟน่า เตเรชโกว่า มียศเป็นพลเอกหญิงคนแรกของกองทัพรัสเซีย (พลอากาศเอกหญิง)

Butcher

Butcher

คนขายเนื้อ

ที่ แคว้นฉีมีชายขายเนื้อคนหนึ่ง เปิดร้านขายเนื้อเล็กๆ  ซึ่งมีกิจการค้าไม่เลวทีเดียว  เขาจัดเป็นคนธรรมดาสามัญที่สุดคนหนึ่ง  แต่มีความเข้าใจชีวิตดีทีเดียว  มีความพอใจในอาชีพและความเป็นอยู่ของตนเอง ไม่คิดฟุ้งซ่านสร้างวิมานในอากาศ

มีวันหนึ่ง  กษัตริย์แคว้นฉีส่งอำมาตย์คนหนึ่งมาที่บ้านของคนขายเนื้อนั้น  อำมาตย์คนนั้นบอกกับเขาว่า…

“องค์ กษัตริย์มีพระราชประสงค์จะยกพระราชธิดาให้ท่าน  ถ้าท่านตอบรับ  ไม่เพียงแต่จะได้รับสินสอดเงินทองมากมายมหาศาล ยังสามารถรับราชการเป็นขุนนางผู้ใหญ่ด้วย  นี่เป็นโอกาสที่ยากจะพบพานในรอบพันปี  ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงไม่ปฏิเสธกระมัง”

ชายขายเนื้อตอบไปว่า

“ข้าพเจ้า รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์กษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง  แต่ข้าพเจ้าไม่อาจรับเรื่องนี้ไว้ได้ เพราะข้าพเจ้าเป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีทางรักษาหาย  ขอให้ท่านช่วยกราบขอพระราชทานอภัยโทษ  และกราบบังคมทูลถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิ-คุณเป็นล้นพ้นของข้าพเจ้าด้วย”

หลัง จากอำมาตย์คนนั้นกลับไปแล้ว  เพื่อนบ้านและมิตรสหายของคนขายเนื้อต่างรุมกันตำหนิเขา  ว่าเขาไม่ควรปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้หลุดมือไป

คนขายเนื้อชี้แจงว่า  “พวกท่านคิดว่านี้เป็นโอกาสดีหรือ  ตัวฉันกลับไม่คิดเช่นนั้น  ในใต้ฟ้าไหนเลยจะมีเรื่องราวที่สะดวกง่ายดายอย่างนี้ แคว้นฉีมีชายหนุ่มที่หล่อเหลาคมคายสติปัญญาดีอยู่มากมาย แต่องค์กษัตริย์ไม่ยกพระราชธิดาให้คนอื่น  กลับประจวบเหมาะมาพอใจตัวฉัน  ถ้าไม่ใช่เพราะพระราชธิดามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์อย่างยิ่ง  ก็แสดงว่าต้องมีข้อบกพร่องอะไรที่ร้ายแรงอยู่อย่างแน่นอน ถึงแม้ฉันเป็นเพียงคนขายเนื้อคนหนึ่ง  ก็ไม่อาจที่จะแต่งงานกับหญิงที่ตนไม่ชอบเลย  เพียงเพื่อทรัพย์สินเงินทอง”

ทุกคนแม้จะรู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกคล้อยตามไปเสียทั้งหมด  มีคนหนึ่งถามเขาว่า

“แกไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน”

คนขายเนื้อตอบว่า

“ฉัน เป็นคนขายเนื้อ  เรื่องอะไรอื่นฉันไม่ค่อยรู้มากนัก  แต่เป็นเรื่องการขายเนื้อละก็  ฉันคือผู้เชี่ยวชาญ  เนื้อที่สดใหม่  แม้ราคาจะแพงขึ้นสักเล็กน้อย  ผู้คนก็รุมกันซื้อ  แต่ถ้าเป็นเนื้อเก่าที่เริ่มส่งกลิ่น  แม้จะขายราคาถูก  แล้วยังแถมกระดูกติดมันให้อีก  ก็ไม่มีใครต้องการ”
ท่านสาธุชนทั้งหลาย…

คน จำนวนมากในโลกชอบคิดเข้าข้างตนเอง เวลาจะรักใครชอบใครบางทีก็รู้ทั้งรู้ว่าคน ๆ  นั้นเป็นคนไม่ดี  ชอบยุ่งอบายมุข  เจ้าชู้  เป็นต้น  แต่ก็ปลอบใจตนเองว่า  เขาอาจจะไม่ดีกับคนอื่น  แต่เราเป็นบุคคลพิเศษ  เขาต้องดีกับเราแน่ ๆ  เลย  เสร็จแล้วก็ต้องมานั่งน้ำตาตกในในภายหลัง  หรือบางครั้งเวลามีคนเอาทรัพย์เอาความโลภมาล่อ ทั้งๆ  ที่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลน่าสงสัย  แต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า  คงเป็นโชคของเรา  รีบคว้าเอาไว้ก่อนดีกว่า  แล้วก็มีเรื่องเดือดร้อนเสียหายตามมาภายหลัง  ความจริงแล้ว  การคิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้  คือการยอมแพ้ต่ออำนาจกิเลส  ความโลภ  ความหลงในตัวนั่นเอง  แล้วหาเหตุผลมาบอกกับตัวเองเพื่อจะทำตามความอยากของตัว

ถ้า เพียงแต่เราฝึกให้ตนเองเป็นคนรู้จักพอ คิดอะไรให้สุขุมรอบคอบ  ดูเหตุ  ดูผล  ดูทั้งได้ทั้งเสียให้รัดกุม  ไม่โลภ  ไม่หวังลาภลอย  เราจะขจัดเรื่องเดือดร้อนออกจากชีวิตไปได้มากทีเดียว  และจะดำเนินชีวิตไปด้วยความสุขตามอัตภาพของตน

ตุฏฐี  สุขา  ยา  อิตรีตเรน
พอใจตามมี  ยินดีตามที่ได้  นำสุขมาให้
( ธรรมบท 25/49 )

อยากไปหั่นเนื้อจัง

Skater Girl

Skater Girl

สเกตบอร์ด (อังกฤษ: Skateboarding) เป็นกีฬาประเภทเอ็กซ์เกมประเภทหนึ่ง ในช่วงทศวรรษที่ 80 กีฬาสเกตบอร์ดได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

การ แข่งขันสเกตบอร์ดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เวิร์ต (Vert) เป็นการเล่นตามแลมป์ใหญ่ ๆ และ อีกประเภทคือแบบผาดโผน จะเป็นแนวแบบสตรีท คือแสดงโชว์ท่าทางกระโดดข้ามและผ่านสิ่งกีดขวาง ในขณะเดียวกัน ยังต้องแสดงท่าทางต่างๆ เช่น ท่า five-o-grinds , ท่า 360’s ,ท่า fifty-fifty และอีกหลายให้เข้าตากรรมการชม

ประวัติ

เริ่ม จากแถบแคลิฟอร์เนีย นักเล่นเซิร์ฟได้ลองใช้ถนนที่เป็นลอน แทนคลื่นในทะเลในยามไม่มีคลื่น ตั้งแต่ 1950 กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาแท้ๆ ที่นิยมกันมากของชาวอเมริกา แต่เมื่ออินไลน์สเกตและ BMX เป็นที่นิยมในช่วงสั้น ๆ ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ดนตรีและภาพยนตร์เกี่ยวกับสเกตบอร์ดเป็นตัวปลุกกระแสการออกแบบเครื่องเล่น ให้เหมือนเซิร์ฟบอร์ดและมีการผลิตเพื่อการค้าครั้งแรกโดยโรลเลอร์ เดอร์บี้ จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าในปี 1959

ว่ากันว่ากีฬาที่เกิดจาก อุบัติเหตุเมื่อคันบังคับของรถสกูตเตอร์หักและเหลือแค่เพียงพื้นติดล้อเท่า นั้น ในช่วง 10 ปี ของ ค.ศ. 1960 การเล่นสเกตบอร์ดถูกห้ามเล่นในหลายๆแห่ง จนกลายเป็นกีฬาใต้ดิน

ปี 1960 ได้มีการตีพิมพ์นิตยสารเกี่ยวกับการเล่นสเก็ตฉบับแรกขึ้น รวมทั้งมีการผลิตสเก็ตบอร์ดขึ้นมา ต่อมาในปี 1963 ผู้ผลิตสเกตบอร์ดมากาฮาได้จัดตั้งทีมสเก็ตบอร์ดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตน และได้จัดการแข่งขันสเกตบอร์ดอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้รับความอุปถัมภ์จาก มากาฮาในแคลิฟอร์เนีย

ในปี 1973 ได้มีการใช้วงล้อยูรีเทนในการกีฬา ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยและคล่องตัวกว่า สเก็ตบอร์ดมีขนาดกว้างมากขึ้น จาก ระยะ 16 ซม.เป็นกว่า 23 ซม.เพื่อให้ความมั่นคงที่ดีกว่า ในการเล่น Vert

การ เล่นสเกตบอร์ดสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีการเล่นแบบต่างๆ เช่น Slalom,ดาวน์ฮิลล์,ฟรีสไตล์ วัฒนธรรมการเล่นสเก็ตบอร์ดเริ่มรวมตัวเข้ากับพวกพังค์ และดนตรีแบบใหม่ อาร์ตเวิร์คและกราฟิกเริ่มมีบทบาทมากในวัฒนธรรมการเล่นสเกตบอร์ด

จน ช่วงปลายปี 1970 ลานสเกตบางแห่งหายไปอันเนื่องจากธุรกิจตกต่ำ การเล่นสเก็ตบอร์ดก็เริ่มตกต่ำอีกเป็นครั้งที่สอง จนการเล่นสเกตบอร์ดก็หายจากวงการ การขี่จักรยานBMX เข้ามาเป็นที่นิยมและนักสเกตส่วนมากก็หยุดเล่นสเก็ตลานสเก็ตก็สูญหายไปแต่มี การสร้างฮาฟว์ไปป์ และแรมป์ยังคงพัฒนาต่อไปอย่างเงียบๆ ด้วยนักขี่จักรยาน BMX

มี การฟื้นฟูการเล่นสเกตบอร์ดโดยใช้แรมป์ที่เป็นไม้อัด ในปี 1980 และการเล่นตามท้องถนนจึงก่อให้เกิดความพยายามในการเล่นด้วยตนเอง นักสเกตเริ่มที่จะสร้างแรมป์สำหรับสเกตที่ทำด้วยไม้เอง บริษัทที่เป็นของนักสเกตเริ่มสร้างอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีมาตรฐานกว่าเดิม เพื่อใช้เล่นท่าให้ได้ดีขึ้น มีนักสเกตเป็นที่รู้จักอย่างโทนี ฮอว์คและสตีฟ แคบเบลเลอโร มีการจัดการแข่งขันโดย The National Skateboarding Association การเล่นสเกตบอร์ด ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมระหว่างประเทศเริ่มจากดนตรีพังก์ร็อก

สเกต บอร์ด แบบ New School กำเนิดขึ้นโดยเน้นไปที่การเล่นท่าพื้นฐาน ออลลี่ และเน้นเล่นท่าทริคต่างๆ ต่อมาการเล่นโรลเลอร์เบรดก็เป็นที่นิยม ต่อมาในปี 1995 ESPN ได้บรรจุกีฬาประเภทนี้ในงานแข่ง Extreme Games (ปัจจุบันคือ X Games) Skateboard เป็นหนึ่งในกีฬาหลักที่ต้องจัดในงาน X Games ประจำปีทุกครั้ง

ปัจจุบัน มีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับกีฬาสเกตบอร์ดมากมายเช่น นิตยาสาร สำนักงานออกแบบสนาม ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสเกต เป็นต้น อุปกรณ์ต่างๆ มีขนาดต่างๆ ก็มีขนาดเพิ่ม-ลดต่างออกไป

ท่าในสเกตบอร์ด

ด้วย การพัฒนาของลานสเกตและทางลาด ตัวสเกตบอร์ดก็เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงแรกท่าในการเล่นจะมีลักษณะเป็นสองมิติอย่างการแล่นด้วยสองล้อ การดีดขึ้นในช่วงสองล้อหลัง เรียกว่า “พิว็อต” การกระโดดข้ามราวและลงมาที่บอร์ดอีกครั้ง การกระโดดในระยะยาว (เช่นถังน้ำ) หรือสลาลม

ในปี 1976 การเล่นสเกตบอร์ดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการคิดค้น “ออลลี่” โดย อลัน ออลลี่ เกลแฟนด์ ซึ่งเป็นท่าที่ได้รับความนิยมในฟลอริดาในช่วงปี 1978 หลังจากที่เขาไปแคลิฟอร์เนียก่อนหน้านั้น ท่าของเกลแฟนด์เริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเล่นสเกตในแถบเวสต์โคสต์ ของอเมริกา และมีสื่อมวลชนได้กระจาย เผยแพร่ไปอีกจนได้รับความนิยมทั่วโลก

ออ ลลี่ ได้ถูกดัดแปลงท่าในการลงพื้นโดย ร็อดนีย์ มัลเลน ในปี 1982 โดยมัลเลนได้คิดท่า “คิกฟลิป” โดยในช่วงนั้นมีชื่อว่า “แมจิกฟลิป” และจากการคิดค้นท่านี้เองทำให้นักสเกตบอร์ดสามารถเล่นสเกตได้โดยไม่ต้องใช้ อุปกรณ์อื่นนอกเหนือจากตัวสเกตบอร์ดอย่างเดียว และได้พัฒนาสู่ท่าการเล่นอื่นตามมา

เล่นไม่เป็นอยากเล่นเป็นแต่ขออาจารย์สอนแบบด้านล่างได้อะป่าวครับ

ไหนๆก็เป็น โรงพยาบาลสัตว์เอารูปน่ารักบ้างอะไรบ้างเดี๋ยวจหาว่าเอาแต่รูปสาวๆ
คราวนี้เอาใจคอคนรักสัตว์บ้าง

Surgeon

Surgeon

หมอฮัวโต๋

ฮัว โต๋ (อังกฤษ: Hua Tuo; จีนตัวเต็ม: 華佗; จีนตัวย่อ: 华陀; พินอิน: Huà Tuó; เวด-ไจลส์: Hua T’o) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงใน ประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เป็นชาวตำบลเจากุ๋น เมืองไพก๊ก มณฑลเจียงซู มีชื่อรองว่าเหยียนหัวะ มีอาชีพเป็นหมอ ฮัวโต๋เป็นผู้ที่มีฝีมือในด้านการรักษาโรคอันยอดเยี่ยม วิธีการรักษาคนไข้ด้วยการให้กินยาและผ่าตัด

ฮัว โต๋เป็นหมอที่มีจรรยาบรรณ รักษาคนโดยไม่หวังตอบแทนตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงคนใหญ่คนโต เป็นที่เลื่องลือไปทั่วแผ่นดินจีน ในสมัยที่ซุนเซ็กครองแคว้นกังตั๋ง จิวท่าย ทหารเอกของซุนเซ็กช่วยซุนกวนฝ่าวงล้อมของกลุ่มโจรป่า จิวท่ายพาซุนกวนฝ่าวงล้อมไปได้ แต่ตนเองต้องอาวุธโจรนับสิบกว่าแผล งีห้วนแนะนำฮัวโต๋ให้มารักษาจิวท่าย ซุนเซ็กจึงได้เชิญตัวมารักษา ใช้เวลาแค่ 3 วัน บาดแผลก็หายสนิท

ครั้งหนึ่งกวนอูได้ยกทัพมาตีเมือง อ้วนเซียที่มีโจหยิน ทหารเอกโจโฉรักษาไว้อยู่ กวนอูถูกลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษของข้าศึกที่ไหล่ซ้ายจึงต้องถอนทัพกลับค่าย กวนเป๋งเป็นผู้ไปตามตัวฮัวโต๋มาช่วยรักษา โดยการผ่าเนื้อที่ไหล่แล้วเอายาใส่และเย็บเนื้อให้เป็นเหมือนเดิม โดยที่กวนอูไม่แสดงอาการเจ็บปวดให้เห็น กวนอูได้สรรเสริญว่าฮัวโต๋เป็นหมอเทวดา ฝ่ายฮัวโต๋ได้ชื่นชมกวนอูว่า เป็นคนไข้ที่อดทนต่อความเจ็บปวดได้ดี เมื่อโจโฉป่วยเป็นโรคประสาทมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ได้เชิญฮัวโต๋มารักษา ซึ่งบอกกับโจโฉว่าต้องผ่าศีรษะรักษาจึงจะหาย โจโฉโกรธหาว่าฮัวโต๋สมรู้ร่วมคิดกับกวนอูคิดฆ่าตน จึงให้นำตัวไปขังไว้จนเสียชีวิตในคุก

ฮัวโต๋ได้แต่งตำราแพทย์ไว้เล่ม หนึ่ง ชื่อว่า ชิงหนั่ง เผื่อว่าเมื่อตนสิ้นบุญ จะได้มีผู้สืบทอดวิชาการแพทย์ เมื่อฮัวโต๋ถูกโจโฉจับขังคุก มีผู้คุมชื่อ หงออาย ได้ส่งข้าวปลาอาหารให้ฮัวโต๋มิได้ขาด ฮัวโต๋รู้คุณหงออาย จึงเขียนจดหมายให้หงออายเอาไปให้ภรรยาของฮัวโต๋ ให้นางภรรยาฮัวโต๋นำตำราแพทย์นั้นให้หงออาย ฮัวโต๋ก็ได้สอนวิชาแพทย์ให้หงออายในคุก แล้วมอบตำรานั้นให้หงออาย ต่อมา ฮัวโต๋เสียชีวิตในคุก ภรรยาของหงออายเห็นว่าตำราแพทย์นั้นไร้ค่า จึงเผาทิ้งเสีย หงออายกลับบ้านมาเห็นเข้า ฉวยมาได้สองสามแผ่น เป็นแต่ตำราตอนเป็ดตอนไก่ ที่เหลือสูญไปสิ้น หงออายโกรธจึงร้องด่าภรรยาว่า “เหตุใดมึงจึงเอาตำราไปเผาไฟเสีย” ภรรยาหงออายว่า “ฮัวโต๋ครูของท่านที่นับว่าดีนักก็ตายในคุก ท่านจะเอาตำราไว้ต้องการอะไร” หงออายจึงได้แต่นั่งถอนหายใจแล้วคิดว่า “ตำราเอกฝ่ายแพทย์อย่างนี้ แต่นี้ไปเบื้องหน้าหามีไม่แล้ว”

อย่างไรก็ดี หมอฮัวโต๋มีลูกศิษย์อยู่ 2 คน คนแรกนั้นชื่อ โงโพ้ คนที่สองนั้นชื่อ ฮ่วมอา

ท่าน เป็นบุคคลในแคว้นเว่ย ช่วงสมัยสามก๊กกล่าวว่า เป็นเทพองค์หนึ่งเมื่อมาจุติลงบนโลกมนุษย์ จึงรักษาผู้ป่วย ได้อย่างเนรมิต โจโฉเข้าใจท่านผิด จึงสั่งขังท่านในคุก จนกระทั่งท่านตายในคุก แต่กล่าวไว้อีกว่า เป็นเรื่อง แกล้งตาย เพราะท่านได้ซ่อนร่างไว้อีกที่หนึ่ง เพื่อบำเพ็ญฌาน ส่วนร่างที่ตายในคุก เป็นร่างเก่า หมอฮูโต๋ นอกจากเป็นปรมาจารย์ ทางการแพทย์จีนแล้ว ยังมีวิชาเต๋าสูง

ปัจจุบันจึงมีท่ามวยหมอฮูโต๋ให้ผู้คนฝึก เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและมีอายุยืน จัดว่าเป็นเทพแห่งการแพทย์

คุณธรรมพิเศษ

ฮั้ว ท้อเซียน (ท่านฮั้วท้อ หรือ ฮูโต๋ว) เป็นหมอที่มีชื่อเสียงมากในประเทศจีน สมัยสามก๊ก นับเป็นผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญ ในสรรพวิทยาการแพทย์ของจีน โดยเฉพาะทางด้านการผ่าตัด การวางยาสลบ ที่ยอดที่สุดคือ เป็นหมอที่สามารถรักษาคนที่ไม่มีทางรักษาแล้ว ให้กลับเป็นปรกติได้ จึงได้รับฉายาว่า หมอเทวดา หรือ เซียนหมอ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

เชื่อ กันว่าคนทีมีอาชีพช่วยเพื่อนมนุษย์ บูชาท่านด้วยการ ประกอบอาชีพสุจริต การงานย่อมเจริญรุ่งเรือง บ้านใดมีคนป่วยอยู่จำเป็นต้องรักษานาน บูชาหมอฮูโต๋จะได้ผลดีมาก ผู้ประกอบอาชีพ ด้านการแพทย์ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เข็มฉีดยา หูฟัง ที่วัดความดัน นำมาบูชาหน้ารูปปั้นท่านแล้ว นำมารักษาคนไข้ จะทำให้การงานราบรื่นมีชื่อเสียง
หมอฮูโต๋ ซึ่งเป็นนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงของสามก๊ก เดิมเป็นชาวบ้านเจียวก๋วน แขวงเมืองไพก๊ก เป็นผู้ที่มีคนนับถือมาก ถ้าได้รักษาโรคแล้วบางทีก็ให้ยาทายากิน บางทีก็เผาบางทีก็ผ่า แต่พอยกมือขึ้นความเจ็บก็หาย ถ้าเป็นโรคในท้องให้กินยาเข้าไป คนไข้ก็หลับไปหารู้สึกตัวไม่ จึงเอามีดผ่าท้อง เอาไส้พุงออกมาชำระให้สิ้นโสโครก แล้วคืนใส่เข้าไปไว้อย่างเก่า เอาไหมเย็บแล้วทายา บางคนเดือนหนึ่งก็หาย บางคนยี่สิบวันก็หายเป็นปกติเหมือนเก่า

ครั้งหนึ่งฮัวโต๋เดินไปตาม ถนน ได้ยินเสียงคนครางอยู่บนเรือน จึงเข้าไปขอรักษา แล้วเอากระเทียมกับกุยช่ายบดให้ละเอียด ใส่น้ำลงสองทะนานให้คนไข้กินให้สิ้น พอกินหมดคนไข้ก็อาเจียนออกมา มีงูตัวหนึ่งยาวสองศอกเศษไหลออกมาด้วย ไข้นั้นก็หายสิ้นไป

อีก ครั้งหนึ่งชาวเมืองกังเหลงเป็นไข้ ในท้องให้ลั่นโครกคราก กินข้าวไม่ได้ ผอมหน้าเหลือง จึงเชิญฮัวโต๋มารักษา แต่พอกินยาเข้าไปมื้อเดียวก็อาเจียนออกมา ล้วนแต่หนอนหัวแดงยังเป็นอยู่ ประมาณสักสองทะนาน คนไข้ถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ฮัวโต๋ก็บอกว่าท่านเอาเนื้อดิบปลาดิบมาพล่ากินจึงเป็นโรคดังนี้ แต่ถึงออกมากระนี้แล้วก็ยังไม่หายขาด อีกสามปีโรคนี้จะกลับเป็นอีก คราวนี้จะรักษาไม่หายเลย สามปีต่อมาคนไข้ผู้นั้นก็ตาย เหมือนที่ฮัวโต๋คาดไว้

อีกคนหนึ่งเป็นฝีขึ้นมาที่หลังคิ้ว ให้ปวดแสบปวดร้อนนัก หมอฮัวโต๋แลดูก็ว่ามีสัตว์บินได้อยู่ในนั้น คนทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ หมอฮัวโต๋ก็เอามีดผ่าฝีนั้นออก มีนกกระจอกเต้นออกมาแล้วก็บินไป โรคนั้นก็หาย

อีกคนหนึ่งสุนัขกัดเอา หัวแม่เท้าขาดไป แล้วเกิดเป็นก้อนเนื้อ ย้อยออกมาสองก้อน ก้อนหนึ่งเจ็บ ก้อนหนึ่งคัน หมอฮัวโต๋ดูแล้วจึงว่า ก้อนเนื้อที่เจ็บนั้นข้างในมี เข็มอยู่สิบเล่ม ก้อนที่คันนั้นมีลูกสกาอยู่สองลูก ขาวกับดำ คนทั้งปวงไม่เชื่อ หมอฮัวโต๋ก็เอามีดผ่าออก ได้เข็มและลูกสกาดังที่ว่านั้น คนทั้งปวงก็สรรเสริญว่า เหมือนเทพยดา

หมอ ฮัวโต๋นี้เคยรักษาจิวท่าย ทหารเอกของซุนกวนแห่งเมืองกังตั๋งมาก่อน แล้วมารักษาแผลถูกเกาทัณฑ์ให้ กวนอูน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ ซึ่งบาดเจ็บมาจากการรบกับโจหยินทหารเอกของโจโฉ ในบั้นปลายของชีวิต

กวน เป๋งลูกเลี้ยงของกวนอู รับหมอฮัวโต๋จากเมืองเจากุ๋น ให้มารักษาบิดา กวนอูได้ทราบกิติศัพท์ของหมอฮัวโต๋มาแล้ว จึงยอมให้ทำการรักษา ทั้ง ๆ ที่มีความเจ็บปวดเป็นอันมาก แต่เกรงว่าทหารทั้งปวงจะเสียน้ำใจ จึงอุตส่าห์แข็งใจทำเป็นสบาย โดยให้ม้าเลี้ยงนายทหารคนหนึ่งเข้ามาเล่นหมากรุกด้วย

เมื่อให้หมอฮัวโต๋กินน้ำชาแล้วจึงให้ดูแผลถูกเกาทัณฑ์ที่ไหล่ซ้าย หมอฮัวโต๋ก็ว่า

” แผลเกาทัณฑ์อาบด้วยยาพิษซาบเข้าไปถึงกระดูก ถ้ามิเร่งรักษานานไปไหล่จะเสีย ”

กวน อูก็ถามว่า ท่านจะรักษาได้หรือไม่ ฮัวโต๋ก็ว่ารักษาได้แต่กลัวว่าท่านจะทนมิได้ กวนอูก็ว่า ท่านจะทำอย่างไรก็ตามเถิด ฮัวโต๋ก็บอกว่าจะเอาปลอกรัดท่านไว้กับเสามิให้ไหวตัวได้ กวนอูก็หัวเราะแล้วจึงว่า

” เราหากลัวไม่ อย่าพักเอาปลอกรัดเลย ท่านจะทำประการใดก็ตามแต่จะทำเถิด เราจะนิ่งให้ทำ ”

แล้วก็ชวนหมอฮูโต๋กินเหล้าด้วยกัน พอเมาแล้วกวนอูก็เล่นหมากรุกกับม้าเลี้ยงต่อ และเอียงไหล่ซ้ายให้หมอผ่าตัด

หมอ ฮัวโต๋จึงเอามีดเข้าเชือดเนื้อร้ายออกเสียแล้วเอายาใส่ แล้วจึงเอาเข็มเย็บไว้ คนทั้งหลายรอบข้างก็ไม่อาจจะดูอยู่ได้ด้วยความเสียวสยอง

เสร็จแล้วกวนอูก็ลุกขึ้นสรรเสริญว่าหมอคนนี้ดีประหนึ่งเทพยดาก็ว่าได้ หมอฮัวโต๋จึงว่า

“…ข้าพเจ้ารักษาคนป่วยมานี้ก็มาก อยู่แล้ว หาเหมือนท่านไม่ อันท่านนี้น้ำใจทนทานต่อความเจ็บไม่สะดุ้งสะเทือนเลย…”

กวนอูหายเจ็บแล้วก็ดีใจ สั่งให้ยกโต๊ะสุราอาหารมาเลี้ยงหมอให้กินตามสบาย หมอก็แนะนำว่า

“…อันแผลนี้พึ่งหาย ท่านจงระงับความโกรธกว่าจะถ้วนร้อยวัน พิษเกาทัณฑ์จึงจะหายสนิท ”

กวนอูก็รับคำและให้เอาทองหนักสามชั่งสิบบาท ให้เป็นบำเหน็จรางวัลแก่หมอวิเศษ แต่หมอฮัวโต๋บอกว่า

“..ซึ่ง ข้าพเจ้ามารักษาท่านทั้งนี้ จะเห็นแก่บำเหน็จมิได้ ข้าพเจ้าเห็นท่านนี้ประกอบด้วยความสัตย์ซื่อ จึงมาช่วยพยาบาลมิให้เป็นอันตราย แลท่านซึ่งให้บำเหน็จ ข้าพเจ้าไม่เอา ขอคืนไว้ให้ท่าน ”

ว่าแล้วก็เอายาสำหรับปิดแผลให้ไว้อีก แล้วก็ลากลับไป

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กวนอูก็พ่ายแพในการรบกับซุนกวนอีกครั้งหนึ่ง และถูกจับตัวไปประหารชีวิต

ต่อ มาหลังจากซุนกวนเอาศีรษะกวนอูมาเป็นของกำนัลให้โจโฉแล้ว โจโฉก็ถูกศีรษะกวนอูหลอกจนป่วยไข้ไม่หาย มีอาการปวดศีรษะเป็นกำลัง ที่ปรึกษาก็เชิญหมอฮูโต๋มารักษา เมื่อหมอแหวกเสื้อดูเส้นที่ข้อมือแล้วก็บอกว่า

“..โรคท่านอันนี้เป็นลมเสียดแทงในศีรษะ ท่านกินยามาหนักหนาหาชอบโรคไม่ จะรักษาโรคอันนี้ชอบให้ผ่าจึงจะหาย..”

โจโฉถามว่าจะผ่าอย่างไร หมอฮัวโต๋ก็บอกว่า

“..ข้าพเจ้า จะให้ท่านกินยาให้มึนเมาไม่รู้สึกตัว จึงผ่าศีรษะด้วยขวานอันคม แล้วจึงจะชำระโรคในศีรษะให้หมด แล้วจึงจะประกับให้เหมือนเก่า ก็จะทายาให้หายแผล โรคท่านจึงจะหายขาด..”

โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธนักจึงว่า

“..เอ็งจะแกล้งฆ่าเราหรือจึงว่ากล่าวดังนี้..”

ฮัวโต๋ตอบว่า

“..เมื่อ ครั้งกวนอูถูกเกาทัณฑ์ที่แขนนั้น ข้าพเจ้าไปรักษา กวนอูนั่งนิ่งให้ข้าพเจ้าผ่าเอาลูกเกาทัณฑ์ออกเสีย แล้วก็ขูดยาพิษซึ่งติดกระดูกนั้นออกเสีย กวนอูก็หากลัวไม่ โรคของท่านหน่อยหนึ่งเท่านี้จะกลัวอันใด ข้าพเจ้าผ่าแล้วก็จะหาย ท่านอย่าได้กลัวเลย ..”

โจโฉจึงว่า

“..อันเจ็บที่แขนนั้นจะผ่าก็ควร เจ็บที่ศีรษะนี้จะควรผ่าแล้วหรือ อ้ายคนนี้คบคิดกับพวกกวนอู ทำกลมารยาแกล้งจะมาฆ่าเราให้ตาย..”

แล้วก็สั่งให้จับเอาหมอฮัวโต๋ไปใส่คุกเสีย แล้วค่อยเอาตัวออกมาเฆี่ยนถามเอาความจริงภายหลัง ที่ปรึกษาก็ห้ามว่า

“..ขอให้ท่านพิเคราะห์ดูจงละเอียดก่อน อันหมอฮัวโต๋นี้ดีนัก ทุกวันนี้จะหาตัวเสมอมิได้แล้ว อย่าเพ่อให้เป็นอันตรายเลย..”

โจโฉก็ตวาดเอาว่า

“..หมอคนนี้คิดอ่านจะทำร้ายเราครั้งนี้ เหมือนครั้งเกียดเป๋งทำร้ายแก่เราครั้งนั้น จะให้กรมเมืองเฆี่ยนถามเอาเนื้อความให้จงได้..”

ทหาร จึงเอาตัวหมอฮัวโต๋ไปจำคุกไว้ตามคำสั่ง แต่ผู้คุมนับถือหมอฮัวโต๋ว่าเป็นคนดี จึงปฏิบัติรักษา ส่งเหล้าข้าวหมูเป็ดไก่ทุกเวลามิได้ขาด

หมอฮัวโต๋คิดถึงคุณของผู้คุมจึงว่า

“..ข้าพเจ้า นี้เห็นจะตายเป็นแท้แล้ว ไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณท่าน วิชาการฝ่ายหมอของข้าพเจ้าดีนัก ยังหาได้บอกกล่าวลูกศิษย์ผู้ใดไม่ ท่านเอาหนังสือของข้าพเจ้านี้ ไปให้ภรรยาของข้าพเจ้าเอาตำราที่เรือนมา ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้จงสิ้น..”

ผู้คุมก็ดีใจนักจึงว่า

“..ข้าพเจ้า ได้วิชาหมอของท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำการเป็นผู้คุมสืบไปเลย จะทำการฝ่ายแพทย์รักษาโรคให้เลื่องลือปรากฏไป ก็จะได้ขวัญข้าวค่ายาเลี้ยงชีวิตดีกว่า..”

ฮัวโต๋จึงเขียนหนังสือให้ ผู้คุมถือไปเอาหนังสือจากภรรยาที่บ้านกิมเสียมา แล้วก็ชี้แจงบอกวิชาแพทย์ให้รู้แจ้งทุกประการ กับมอบตำรานั้นให้เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน

อยู่มาอีกนานจนหมอฮัวโต๋ถูก ขังลืมก็ตายลงในคุกนั้น ผู้คุมก็ไปแจ้งแก่โจโฉว่าฮัวโต๋ตายแล้ว และจัดแจงเครื่องเซ่นเชิญศพหมอฮัวโต๋ไปฝังตามธรรมเนียม

แต่เมื่อผู้คุมกลับไปบ้าน ก็พบว่าภรรยาของตนได้เอาตำราแพทย์ที่หมอฮัวโต๋ให้ไว้นั้น เผาไฟอยู่ จึงเข้าไปแย่งมาได้ไม่กี่ชิ้น

เมื่อ ผู้คุมถามภรรยาว่าเอาตำราเหล่านี้ไปเผาเสียทำไม นางก็ตอบว่า ฮัวโต๋ครูของท่านที่นับถือว่าดีนัก ก็ตายในคุก ท่านจะเอาตำราไว้ทำไม เดี๋ยวก็ต้องตายในคุกอีกเหมือนกัน

ความฝันของผู้คุมที่คิดว่า จะได้เป็นนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียง ต่อจากหมอฮัวโต๋ นั้น ก็พลันสลายลงไปจนสิ้นเชิง ดังนี้.

ไว้ถ้ามีโอกาสจะถ่ายรูปแฟนเอามาลงตอนผ่าตัดน้องหมาน้องแมว