Sleepyhead

Sleepyhead

คง ไม่มีใครปฏิเสธว่า ตุ๊กตาหมี หรือ หมีเทดดี้ ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ส่วนจะมากหรือน้อย คงขึ้นอยู่กับแต่ละคน

ตุ๊กตาหมีสำหรับเด็ก

รู้ หรือไม่ว่า ตุ๊กตาหมี ส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก หรือพบเห็นวางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปนั้น เป็น ตุ๊กตาหมี ที่ผลิตขึ้นสำหรับเด็ก ทั้งนี้เพราะ ตุ๊กตา ส่วนใหญ่ ไม่เฉพาะ ตุ๊กตาหมี ถูกซื้อให้กับ เด็ก แต่ ตุ๊กตาหมี ยังมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจาก ตุ๊กตา ชนิดอื่น ตรงที่มี ตุ๊กตาหมี ที่ผลิตขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ด้วย แต่สำหรับประเทศไทยแล้วความแตกต่างนี้ยังไม่มีการพูดถึงกันอย่างชัดเจนนัก

สำหรับ ยุโรปและอเมริกา มีข้อกำหนดที่ชัดเจนเลยว่า ตุ๊กตาสำหรับเด็กจะต้องมีความแข็งแรง ถ้าเป็นตุ๊กตาหมี ชนิดหมุนแขนหมุนขาได้ จะต้องมีความแข็งแรงที่เด็กไม่สามารถดึงออกมาเองได้ ตาของตุ๊กตาจะต้องมีการตอกยึดกับผ้าไม่ให้หลุดออกมาโดยง่าย ไม่มีเม็ดพลาสติกขนาดเล็กสำหรับถ่วงน้ำหนัก ชนิดของผ้าที่ใช้ทำตุ๊กตาจะต้องเป็นผ้าชนิดที่ขนไม่หลุดร่วงง่าย แม้แต่เสื้อผ้าที่แต่งให้กับตุ๊กตาหมี ก็จะต้องถอดไม่ได้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเล็ก ซึ่งมักจะชอบเอาของเข้าปาก

ตุ๊กตาหมีสำหรับผู้ใหญ่

ตุ๊กตา หมีสำหรับผู้ใหญ่ จะตรงข้ามกับ ตุ๊กตาหมีสำหรับเด็ก เพราะไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก แต่จะคำนึงถึงความสวยงาม หรือการออกแบบ ให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าเสียมากกว่า ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์ของตุ๊กตาหมีสำหรับผู้ใหญ่ คือ เพื่อ การสะสม หรือเพื่อเป็น ของขวัญ ให้กับผู้ใหญ่ด้วยกัน

ตุ๊กตา หมีสำหรับผู้ใหญ่ จะเน้นการตกแต่งเสื้อผ้า ให้สวยงาม หรือสมจริง อาจมีเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อความสวยงาม ขนของตุ๊กตาหมี จะไม่ได้พิถีพิถันว่าหลุดง่ายหรือไม่ แต่จะคำนึงถึงความสวยงาม หรือความแปลกใหม่ ดังนั้น อาจจะมีตุ๊กตาหมีขนฟู หรือสีสันที่ค่อนข้างสะดุดตา เพื่อความหลากหลายในการสะสม ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำไปให้เด็กเล่น เพราะนอกจากทำให้ตุ๊กตาเสียหายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อเด็กอีกด้วย

ใน ต่างประเทศ มีการแบ่งประเภทของ ตุ๊กตาหมี อย่างชัดเจน เป็น ตุ๊กตาหมีสำหรับเด็ก และ ตุ๊กตาหมีสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่ง ตุ๊กตาหมี ที่ออกแบบโดย ศิลปินตุ๊กตาหมี (Teddy Bear Artists) จะถือว่าเป็น ตุ๊กตาหมีสำหรับผู้ใหญ่ ผลงานของศิลปินเหล่านี้มักจะจำหน่ายในช่องทางพิเศษ เช่น เวบไซต์, งานแสดงสินค้า, ร้านเท็ดดี้แบร์ เป็นต้น

อาจ มีบางคนตั้งคำถามว่า แล้วตุ๊กตาหมีจาก FourBears เหมาะที่จะซื้อให้กับเด็กหรือไม่ สามารถตอบแบบฟันธงได้เลยว่า ไม่เหมาะ ทั้งนี้เพราะตุ๊กตาหมีของเรา ออกแบบเพื่อการสะสม และการเป็นของขวัญเท่านั้น เสื้อผ้าและเครื่องประดับบางชนิด อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก

หมีน้อยน่ารัก
หมีเทดดี้ ขนฟู ดูน่ารัก
ได้รู้จัก วินนี่ หมีพูเหลือง
หมีโยกี้ อยู่ป่าใหญ่ คอยชำเลือง
คอยหาเรื่อง แกล้งคน แย่งของไป

หมีน้อยมี น่ารักไป หลากหลายแบบ
หัวใจแนบ อกหมียิ้ม เห็นรูปไหม
หรือเป็นหมี ใส่เสื้อครุย ล่ะว่าไง
น่ารักไหม ล่ะเธอ เจอทุกครา

หรือจะเป็น หมีน้ำผึ้ง ให้ลูกน้อย
มันคอยบอก ให้โต เร็วๆน้า
เคยเห็นไหม มันอยู่ใน โฆษณา
เราว่ามัน น่ารักดี หมีอะไร

หรือจะเป็น หมีโคล่า กินยูคา
หมีแพนด้า เหมือนใส่แว่น น่ารักไหม
ลูกหมีขาว อยู่ขั้วโลก สุดแดนไกล
หมีอะไร จำศีล กินแล้วนอน

หมีน้อยแต่ละสีมีบุคลิกเฉพาะตัวของมัน ลองดูซิว่า สีไหนจะเหมาะกับนิสัยของคนที่คุณรักที่สุด

ตุ๊กตาหมีสีขาว
เป็นหมีที่สุภาพอ่อนโยน รักความสะอาด ใช้ชีวิตเรียบง่าย พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ซื่อสัตย์ รักความสันโดษ ขี้สงสาร

ตุ๊กตาหมีสีชมพู
เป็น หมีสาวโรแมนติก ละเอียดอ่อนจิตใจอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี รักสวยรักงาม ทันสมัย ช่างแต่งตัวไม่เคยตกยุค มีคารมคมคายช่างพูดช่างจา เป็นคนมีเสน่ห์และต้องการการเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

ตุ๊กตาหมีสีแดง
มีความกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน รักความก้าวหน้า มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง ชอบออกงานสังคม และมีเพื่อนเยอะ

ตุ๊กตาหมีสีฟ้า
รัก การเดินทาง มีความสดใสน่ารักและร่าเริงอยู่เสมอ เพื่อนฝูงมากมาย เป็นคนที่เข้าใจ และใส่ใจผู้อื่นอยู่เสมอเปิดเผยตรงไปตรงมา มีรักแท้และมั่นคง

การ จะซื้อ ตุ๊กตาหมี เป็น ของขวัญ ให้ เพื่อนหญิง ของคุณ นับว่าเป็นความคิดที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นวิธีการที่ดีในการที่จะบอกเธอว่า เธอเป็น คนพิเศษ สำหรับคุณ และอาจให้เธอเอาไว้สวมกอดยามที่เธอคิดถึงคุณ ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ว่า ตุ๊กตาหมี ที่มีขายกันอยู่ ก็มีมากมายหลายรูปแบบ แล้วจะเลือกอย่างไรดี ? ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ดูซิคะ เผื่อจะช่วยคุณผู้ชายในการเลือก ตุ๊กตาหมี ที่ถูกใจคนรัก หรือ คนพิเศษ ของคุณได้ ส่วนคุณผู้หญิงจะลองเอาวิธีเดียวกันนี้ไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากันค่ะ

ตุ๊กตาหมี

ขั้นตอนที่หนึ่ง
ก่อน อื่น ต้องแน่ใจก่อนว่า เพื่อนหญิง ของคุณชอบ ตุ๊กตาหมี ด้วยนะคะ แม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ตุ๊กตาหมี น่ารัก น่ากอด แต่บางคนอาจรู้สึกว่ามันเป็น ของเล่น สำหรับเด็กมากกว่า ตอนนี้ไม่เหมาะกับวัยของตัวเองเสียแล้ว มิฉะนั้นแล้ว แทนที่คุณจะทำให้เธอพอใจ กลับทำให้เธอผิดหวังก็ได้

ขั้นตอนที่สอง
ลอง สอดส่ายดูสักนิดจะดีไหมค่ะ ว่าตอนนี้เธอสะสม ตุ๊กตาหมี แบบไหนเอาไว้บ้างแล้ว ถ้ากลัวจะลืม ก็แอบจดเอาไว้ก็ได้ค่ะ เธออาจจะชอบ ตุ๊กตาหมี แบบตัวเล็ก หรือแบบตัวใหญ่, ชอบแบบที่มีสีสัน เช่น ชมพู, ส้ม, ฟ้า หรือชอบแบบเรียบ ๆ ประเภทสีครีม สีน้ำตาล, ชอบตุ๊กตาหมีแต่งตัว หรือ ตุ๊กตาหมี เปล่า ๆ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คุณพอจะรู้รสนิยมของเธอว่า ชอบ ตุ๊กตาหมี แบบไหน

ตุ๊กตาหมี ขั้นตอนที่สาม
ที นี้ก็ลองเดินสำรวจตาม ร้านขายตุ๊กตา ซึ่งจะมีทั้ง ร้านขายของเล่น สำหรับเด็ก และ ร้านขายของขวัญ หรือกิ้ฟช้อป ตาม ห้างสรรพสินค้า แต่ยุคนี้เป็น ยุคดิจิตัล แล้ว คุณอาจประหยัดเวลาโดยการช้อปผ่าน อินเทอร์เน็ต ก็ได้ บางทีของที่คุณกำลังหาอยู่อาจได้มาโดยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ขั้นตอนที่สี่
ลอง พิจารณาดูว่าจะมีร้านไหนที่สามารถทำ ตุ๊กตาหมี แบบมี ตัวเดียวในโลก ให้คุณได้บ้างไหม บางร้านอาจจะให้คุณสามารถเลือกสี เลือกขน เลือกขนาด และสั่งตัดเสื้อผ้า ตุ๊กตาหมี ตามที่คุณสร้างสรรค์ได้ด้วย

ขั้นตอนที่ห้า
เวลา จะเลือก ตุ๊กตาหมี ลองนึกดูว่า เพื่อนหญิง ของคุณ ทำงานอะไร มีรสนิยมแบบไหน งานอดิเรกทำอะไร อาจจะทำให้คุณมีไอเดียในการหา ตุ๊กตาหมี ให้กับเธอก็ได้ เช่น เธอเป็น พยาบาล คุณก็อาจจับ ตุ๊กตาหมี แต่งตัวเป็น พยาบาล, หรือเธอชอบเล่น เทนนิส ก็อาจจับ ตุ๊กตาหมี แต่งชุดนักเทนนิส เป็น ของขวัญ ให้เธอ

ตุ๊กตาหมี ขั้นตอนที่หก
ห่อ ของขวัญ ให้น่าประทับใจ อาจจะใส่ถุงตาข่ายผูก โบว์ พร้อมการ์ดที่เขียนด้วยข้อความเท่ ๆ ก็ได้ มอบให้เธอใน โอกาสพิเศษ หรืออาจจะเซอร์ไพรส์ด้วยการมอบให้ ในการนัดครั้งหน้าก็ไม่เลว

ตุ๊กตาหมีเคล็ดลับและคำเตือน

ต้องแน่ใจว่า ตุ๊กตาหมี ที่คุณซื้อให้เธอ ต้องไม่ซ้ำ หรือคล้ายกับตัวที่เธอมีอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่อยากให้เธอต้องสับสนในภายหลัง ว่า ตุ๊กตาหมี ตัวไหนที่คุณซื้อให้เธอ

ตุ๊กตาหมี ที่คุณมอบให้เธอ ควรจะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอ ด้วยเรื่องราวที่ประทับใจของทั้งสองคน เช่น ถ้าเคยไปเที่ยวด้วยกัน แล้ว ถ่ายรูป เก็บไว้ ก็อาจจะซื้อ ตุ๊กตาหมี เป็นคู่แล้วแต่งตัวเลียนแบบชุดที่เคยไปเที่ยวด้วยกัน เพื่อเป็นที่ระลึกในการไปเที่ยวครั้งนั้น เป็นต้น

คำเตือนสุดท้าย บางคนอาจจะแพ้ฝุ่นผ้าบางชนิด ซึ่ง ตุ๊กตาหมี มักมีฝุ่นของผ้าที่บางคนอาจจะแพ้ได้ ดังนั้น ควรจะแน่ใจเสียก่อนว่าเธอไม่ได้แพ้ฝุ่นผ้าขนสัตว์

Advertisements

Clockwork Robot

Clockwork Robot

ความหมายของ “หุ่นยนต์”
ความหมายของ “หุ่นยนต์” สถาบันหุ่นยนต์อเมริกา  (The Robotics Institute of America) ได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
“หุ่น ยนต์ คือเครื่องจักรใช้งานแทนมนุษย์ ที่ออกแบบให้สามารถตั้งลำดับการทำงาน การใช้งานได้หลากหลายหน้าที่ ใช้เคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ เครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษ ตลอดจนการเคลื่อนที่ได้หลากหลาย ตามที่ตั้งลำดับการทำงาน เพื่อสำหรับใช้ในงานหลากหลายประเภท”

ประวัติหุ่นยนต์
ปี 1921 นักประพันธ์ชาวเชกส์ Karel Acpek ได้ทำละครล้อเลียน โดยมีคำว่า Robot หรือคำว่า Robota ซึ่งแปลว่า ทาส หรือผู้ใช้แรงงาน Robot ในความหมายของCapek หมายถึง หุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ มีแขน มีขา สามารถทำงานได้มากกว่ามนุษย์ 2 เท่า มีพลังมากกว่ามนุษย์ 2 เท่า
ประวัติหุ่นยนต์
ให้ หลังจากนั้น 21 ปี ก็มีนักประพันธ์ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ชื่อ Isaac Asimov เป็นคนที่สร้างแรงดึงดูดให้กับเด็กรุ่นต่อมาสนใจเรื่องหุ่นยนต์ อย่างมาก
1.หุ่นยนต์ห้ามทำร้ายมนุษย์
2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังมนุษย์
3.หุ่นยนต์ต้องป้องกันตัวเอง
ซึ่งในความเป็นจริงในยุคสมัยนั้นยังไม่มีหุ่นยนต์จริง เป็นเพียงแค่จินตนาการ และความช่างฝันเท่านั้น

ประวัติหุ่นยนต์
10 ปีต่อมาในปี 1952 การ์ตูนเรื่อง Astro Boy ในประเทศญี่ปุ่น เป็นการ์ตูน ที่คงอยู่ในความทรงจำของคนหลายคน และด้วยหุ่นยนต์ตัวเอกชื่อ Tetsuwan Atom หุ่นยนต์ที่สามารถบินได้ โดยเวลาบินจะมีไฟพ่นออกมาจากเท้า การ์ตูนเรื่องนี้ถือว่าทรงอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาการสร้างหุ่นยนต์ขึ้น มา เช่นเดียวกับตัวหุ่นยนต์ R2D2 เป็นหุ่นยนต์กระป๋อง และหุ่นยนต์ C3po ในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ทำให้ภาพของหุ่นยนต์อยู่ในความนึกฝันและจินตนาการของใครหลาย
ประวัติหุ่นยนต์
ปี 1954 โดย George Devol วิศวกร ชาวสหรัฐอเมริกา ที่สามารถค้นคิดประดิษฐ์แขนของหุ่นยนต์ อย่างง่ายที่สามารถเคลื่อนไหว ทำงานตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรม จากจุดนี้เองที่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หุ่นยนต์ในประเทศไทย
ใน ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีการผลิตหุ่นยนต์เช่นเดียวกันกับนานาชาติ โดยเฉพาะการแข่งขันหุ่นยนต์ในบ้านเราที่ผ่านมามักเน้นไปในลักษณะ Edutainment คือเป็นความสนุกควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ในเกมการแข่งขันมากกว่า ซึ่งก็สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลกไม่น้อยเลย และที่น่าสนใจตอนนี้มีโครงการการแข่งขันประกวดหุ่นยนต์กู้ภัย ในระดับนักศึกษา ในโครงการ Thailand Rescue Robot Championship 2004 ซึ่งถือว่าเป็นรายการแรกของประเทศไทย ที่มีการแข่งขันการสร้างหุ่นยนต์กู้ภัย เพื่อช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในการเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอันตราย เช่น เหตุเพลิงไหม้, ตึกถล่ม หรือภัยจากเหตุวินาศกรรม

ลักษณะของหุ่นยนต์
หุ่นยนต์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการใช้งาน คือ
1.หุ่น ยนต์ชนิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ (fixed robot) เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ด้วยตัวเอง มีลักษณะเป็นแขนกล สามารถขยับและเคลื่อนไหวได้เฉพาะแต่ละข้อต่อ ภายในตัวเองเท่านั้น มักนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานประกอบรถยนต์
2. หุ่นยนต์ชนิดที่เคลื่อนที่ได้ (mobile robot) หุ่นยนต์ประเภทนี้จะแตกต่างจากหุ่นยนต์ที่ติดตั้งอยู่กับที่ เพราะสามารเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง โดยการใช้ล้อหรือการใช้ขา ซึ่งหุ่นยนต์ประเภทนี้ปัจจุบันยังเป็นงานวิจัยที่ทำการศึกษาอยู่ภายในห้อง ทดลอง เพื่อพัฒนาออกมาใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่นหุ่นยนต์

แถมๆๆๆ

ตะลึง!อนาคตในปี 2050 มนุษย์จะมีเซ็กซ์กับหุ่นยนต์ได้

ผู้ เชี่ยวชาญทางด้านสมองกลประดิษฐ์ หรือรู้จักกันสั้นๆ ว่า เอไอ นั้นได้อ้างว่า อนาคตที่จะถึงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์จะใกล้ชิดกันโดยแยกไม่ออก ถึงขั้นที่มนุษย์กับหุ่นยนต์สามารถมีเซ็กซ์กันได้เลยทีเดียว

เดวิด เลวี่ย์ กล่าวว่า ในอนาคตนี้ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด จะสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ได้มากที่สุด จนเราแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า หุ่นยนต์กับมนุษย์นั้นแตกต่างกันอย่างไร

โดย ในหนังสือของ เดวิด เลวี่ย์ ที่ชื่อว่า Sex With Robots: The Evolution of Human-Robot เซ็กซ์กับหุ่นยนต์: วิวัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ซึ่งได้เขียนเอาไว้ว่า “เซ็กซ์ที่สุดยอดล้วนแต่เป็นยอดปรารถนาของทุกคน”

เล วี่ย์ ได้อ้างว่า มีคนจำนวนมากจะได้ประโยชน์ไม่น้อยกับการที่คนเราสามารถมีเซ็กซ์กับหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะเป็นคนที่หน้าตาไม่หล่อ ไม่สวย หรือ คนที่อยู่ตัวคนเดียว ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ค่อนลำบากเหลือเกินในการที่จะหาอารมณ์หวานฉ่ำกับมนุษย์ ด้วยกัน

เดวิด เลวี่ย์ กล่าวว่า “พวกเขานั้นอยู่อย่างเดียวดายและน่าสงสารเหลือเกิน ผมคิดว่าสังคมจะน่าอยู่มากขึ้น เมื่อพวกเขาเหล่านั้นสามารถสำเร็จความพึงพอใจให้กับตัวเองได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น”

“ซึ่ง ถ้าหากวันหนึ่งเราสามารถมีหุ่นยนต์ตามที่ผมได้อธิบายไว้ในหนังสือของผม ผมเองก็ปรารถนาเหลือเกินว่าจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับพวกมันได้ โดยที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย”

“และ ผมจะมีเซ็กซ์กับหุ่นยนต์ได้โดยไม่รู้สึกผิดแผก ซึ่งเมื่อผมมีสิ่งเหล่านี้แล้วผมก็ไม่มีความจำเป็นอันใดในการที่จะมองหาคู่ นอนคนใหม่ มันก็จะทำให้ชีวิตการแต่งงานของผมมีความสุขเกินบรรยายจริงๆ”

Lady Liberty

Lady Liberty

อันนี้ชอบรูปเป็นการส่วนตัว

ชื่อสถานที่

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ
: Statue of Liberty
สถานที่ตั้ง      นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน    สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ รูปสแตทิวออฟลิเบอร์ตี้ เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ “เสรีภาพ” ของคนอเมริกัน เป็นรูปสตรียืนสูงเด่นอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมสูงที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 3 ชั้นรองรับกลมกลืนอย่างดี ลดหลั่นกันลงไปอยู่เบื้องล่าง ตัวเทพีสูง 152 ฟุต แขนแต่ละข้างยาว 42 ฟุต นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว ยืนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง 150 ฟุต ส่วนที่เป็นลำตัวทำด้วยทองแดงสีเขียวเทอร์คอยส์ ห่มผ้าครุยกรอมเท้า ที่ศรีษะสวมมงกุฏเป็นรัศมีเจ็ดแฉก มือขวาถือโคมไฟชูสูงขึ้นสุดแขน มือซ้ายประคองหนังสือที่ปกเขียนว่า “4 กรกฏาคม 1776” อันเป็นวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไปและถือเป็นวันชาติอเมริกันมาจนทุกวันนี้

ด้านในตัวเทพีโปร่งเป็นโครงเหล็กที่ออกแบบและคำนวณโดยนายกุสตาฟไอเฟล วิศวกรชื่อดัง (ผู้สร้างหอไอเฟล) โดยแยกเป็นชิ้นส่วนบรรจุในลังทั้งหมดถึง 214 ลัง เมื่อนำมาต่อเป็นรูปร่างแล้วสูงถึง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า) ใช้แผ่นโลหะทองแดงในการหล่อ 32 ตัน รมสีเขียวทั้งตัวเทพี ด้านบนส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าสีเขียว 13,250 วัตต์ มีบันไดเวียนให้ผู้เข้าชมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนส่วนที่เป็นมงกุฎของเทพี สิ้นค่าใช้จ่าย 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000,000 บาท

ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดเนื้อที่แค่ 12 เอเคอร์ (ราว ๆ 30 ไร่) ทำทางเดินขนาดใหญ่เข้าสู่ทางด้านหลังของอนุสาวรีย์ แล้วมีทางเดินรอบเลาะริมน้ำให้ชมได้ทุกมุมนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ถึง มงกุฏ หรือ ขึ้นถึงแค่ฐานสี่เหลี่ยมต่ำกว่าเท้าขององค์อนุสาวรีย์

ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ
สัญลักษณ์แห่งความอิสระแก่ชนอเมริกันและชาวโลก ของขวัญอันยิ่งใหญ่จากชาวฝรั่งเศส

เมื่อ ค.ศ. 1865 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนักวิชาการหัวก้าวหน้า และกลุ่มหนุ่มไฟแรงไปพบปะสนทนาด้วยเรื่องการบ้านการเมืองที่บ้านนายเอดู อาร์ต เดอลา บูลาเยอ ถึงการปกครองที่ไม่ได้รับความเป็นเสรีภาพเสมอภาค จากองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพวกเขากลับไปชื่นชมชาวอเมริกันที่มีความหาญกล้า ลุกฮือกันต่อสู้กับอังกฤษจนสามารถปลดแอกออกจากอังกฤษได้สำเร็จ จากสถานการณ์และความรู้สึกนี้เองทำให้พวกเขาเกิดจุดประกายความคิดที่จะสร้าง งานศิลป์ชิ้นหนึ่ง ให้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกันซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครบ 100 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 ที่จะมาถึง โดยร่วมกันรณรงค์หาเงินทุน ในการสร้างจากประชาชนฝรั่งเศสทั่วประเทศ

ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็มอบให้ เฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดีศิลปินมีชื่อในการปั้นเป็นผู้ออกแบบ โดยลงมติว่าของขวัญจะเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ คือรูปผู้หญิงแต่งกายชุดเสื้อคลุม เหมือนชาวโรมันสวมมงกุฎมีลักษณะเป็นรูปเดือยแหลมพุ่งออกมา 7 แฉก สื่อความหมายถึง 7 ทวีป และ 7 คาบมหาสมุทรในท่ายืนชูคบไฟ ด้วยมือขวาคือเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เสรีภาพมือซ้ายถือแผ่นจารึกประกาศ อิสรภาพ จารึกอักษร 4 JULY 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ตรวนที่ขาดสะบั้นแทนความหลุดพ้นจากการเป็นทาส ตัวเทพีหล่อด้วยโลหะทองแดง การดำเนินสร้างส่วนฐานติดตั้งตัวเทพี เป็นภารกิจของชนชาวมะกันที่ร่วมกันระดมทุนสร้างเป็นตึกสูง 87 ฟุต ด้วยการออกแบบของสถาปนิกชาวมะกัน ริชาร์ด มอร์ริส ฮันท์ ภายในตัวตึกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติการสร้างอนุสาวรีย์ และการสร้างชาติสหรัฐอเมริกา พิธีเปิดเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โกรฟเวอร์ คลีฟ-แลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 1886 ท่ามกลางความปีติ ของชาวอเมริกันและชาวฝรั่งเศสในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องเป็นทางการว่า “อนุสาวรีย์แด่อิสรภาพของอเมริกัน : เสรีภาพส่องแสงสว่างแก่ชาวโลก” (MONUMENT TO AMERICAN INDEPENDENT : LIBERTY ENLIGHTENING THE WORLD) ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ชาวอเมริกันจะจัดเฉลิมฉลองวันชาติของตน ณ บริเวณอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพแห่งนี้ด้วยความภูมิใจในความเป็นชาติมหาอำนาจ และประเทศผู้นำระบอบการปกครองประชาธิปไตยของโลกอย่างเต็มความภาคภูมิ

Minotaur

Minotaur

มิโนทอร์(Minotaur)

มิ โนทอร์เป็นโอรสของกษัตริย์ไมนอสแห่งครีตซึ่งมีร่างกายเหมือนมนุษย์แต่มีหัว เป็นวัวออกอาละวาดไปทั่วกรุงเอเธนส์กษัตริย์ไมนอสจึงสั่งให้กักขังมิโนทอร์ ไว้ในปราสาทเขาวงกตซึ่งออกแบบโดยเดดาลัสสถาปนิกที่เก่งที่สุดในราชสำนักโดย กษัตริย์ไมนอสจะส่งคนไปเป็นอาหารให้มิโนทอร์และถึงคราวที่ต้องส่งธีสซูส (Theseus) เจ้าชายแห่งเอเธนส์ไปเป็นเหยือของมิโนทอร์โดยมีเพื่อนร่วมตายไปเป็นเหยื่อ เช่นกันโดยธีสซูสสาบานว่าจะฆ่ามิโนทอร์โดยการผูกเชือกไว้ข้างนอกแล้วถือ เชือกเข้าไปในห้องที่มิโนทอร์แล้วสังหารในขณะที่มันหลับแล้วเดินตามเชือกที่ วางไว้ตามทางที่เดินผ่านมาออกมาข้างนอกได้กษัตริย์ไมนอสทรงกริ้วจึงรับสั่ง ให้กักขังเดดาลัสและอิคารัสลูกชายของตนไว้ในเขาวงกตโดยเดดาลัสได้ทำปีกจาก ขี้ผึ้งเพื่อให้อิคารัสบินหนีแต่อิคารัสบินสูงเกินไปขี้ผึ้งได้ละลายอิคารัส จึงตกทะเลตาย

เมื่อ สี่พันกว่าปีก่อนโน้น เกาะครีต(CRETE) ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์-เรเนียน มีสภาพเป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมไมโนอัน อันรุ่งเรือง นับได้ว่าดินแดนในแถบนี้มีวัฒนธรรมประเพณี และความมั่งคั่งมาก่อนกรีกหลายศตวรรษ ทว่าในท้ายที่สุด ดินแดนอารยธรรมนี้ก็พบกับความพินาศล่มจมจากการที่เกาะธีรา (Thira เดี๋ยวนี้คือเกาะซานโครินี อยู่ห่างออกไป 70 ไมล์) อันเป็นเกาะสำคัญของแผ่นดินได้ถูกคลื่นยักษ์จากแรงภูเขาไฟระเบิดถล่มทลาย สร้างความเสียหายให้จนย่อยยับ อารยธรรมไมโนอันก็จางหายไปจากโลกจากนั้น เป็นต้นมา(เรื่องนี้อาจเป็นต้นเค้าของตำนานแอตแลนติส ซึ่งถูกเทพลงโทษด้วยการส่งน้ำมาท่วมเกาะก็เป็นได้)

ครีต ไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่ นอกจากตำนานกษัตริย์ ไมนอส และ มิโนทอร์ (Minotaur) สัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งวัว จอมตะกละ อาศัยอยู่ในเขาวงกตใต้ พระราชวัง แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านมาจนกระทั่ง ถึงศตวรรษที่ 20 เซอร์ อาเธอร์ อีแวน ผู้หลงใหลตำนาน กลับพลิกแผ่นดินเกาะครีต หาเมืองหลวง คนอสสอสเผยขึ้นปรากฏแก่สายตา ผู้คนทั่วโลกสำเร็จ

ใครๆก็พากันตื่นเต้น คิดว่าตำนานเป็นจริง!!

ที่ นี่ เซอร์อีแวน พบซากเมืองขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กับท่าเรือ เมื่อประมาณเอาจากสิ่งก่อสร้างหลงเหลือต่างๆ คนอสสอสคงเคยมีพลเมืองถึง 100,000 คน และคงเป็นเมืองมั่งคั่งร่ำรวยเอาการ โดยเฉพาะถ้าจะพิเคราะห์จากซากสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งโดดเด่นที่สุด สิ่งก่อสร้างหลังนี้เป็นอาคารเล่นระดับ มีห้องนับเป็นร้อย และมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน ส่วนที่สมบูรณ์ที่สุดแสดงให้เห็นว่า ผนังมีการประดับตกแต่งด้วยภาพเฟรสโกสีสดใส เป็นเรื่องราวของชีวิตในท้องทะเล นางระบำ และการบูชาวัว

นอก เหนือจากนี้ ในสิ่งก่อสร้าง ยังมีสิ่งของต่างๆ อีกมาก ทั้งยุ้งทำด้วยหิน เศษเครื่องดนตรี ขวานทำด้วยบรอนซ์ และหัวธนู กระดานตารางหมากรุก ขนาดใหญ่ ราวเมตรคูณเมตร ทำจากทองคำฝังงา แก้วและดินเผาเคลือบมัน มีห้องโถงด้านหน้า ก็มีการปูหินอลาบาสเตอร์ ขัดมัน แถมด้วยเสาหินอันแสดงลักษณะ สิ่งก่อสร้างของชาวไมโนอันอีกด้วย

ซอร์ อีแวน และนักโบราณคดีหลายคน จึงสรุปเอาจากหลักฐานที่พบว่า ที่นี่ต้องเป็นพระราชวัง ของกษัตริย์เป็นแน่แท้ ผู้คนต่างพากันเชื่อถือเซอร์ อีแวน อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน ฮันส์ จอร์จ วันเดอลิช มีความเห็นแตกต่างออกไป

เขาว่าสิ่งที่เซอร์ อีแวน พบไม่น่าใช่ พระราชวังหรอก แต่เป็นสุสานขนาดใหญ่มากกว่า!?!

วัน เดอลิช อ้างว่า ไหขนาดใหญ่ที่นัก โบราณคดีพบ และคิดว่าเอาไว้สำหรับเก็บเมล็ดพืชน้ำมันและไวน์ อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นไหสำหรับใส่ศพ ซึ่งคนโบราณนิยมดองร่างไว้ด้วย น้ำผึ้ง ส่วนหินที่คิดว่าเป็นยุ้งก็น่าจะเป็นตัวสุสานเสียเอง เช่นเดียวกับภาพเขียน ก็คงไม่ได้มีไว้ตกแต่ง แต่น่าจะเป็นวิธีบอกวิญญาณถึงการเปลี่ยนภาวะไปสู่ชีวิตหลังความตาย

วัน เดอลิชยืนยัน (ส่วนจะนั่งยันด้วยหรือเปล่า เอกสารไม่ได้บอกไว้) ว่า ที่นี่ต้องไม่ใช่พระราชวังแน่ ด้วยเหตุที่ประการแรก สิ่งก่อสร้างตั้งอยู่ในบริเวณป้องกัน การรุกรานของศัตรูจากแผ่นดินได้ยาก ข้อสอง ไม่มีน้ำพอสำหรับคนจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ประการที่สามที่ร้ายที่สุด ไม่ยักมีครัวและคอกม้าอยู่ตรงไหนเลย หรือว่าคนที่อยู่ที่นี่ไม่ต้องกิน ไม่ต้องเดินทาง

เขา ยังเน้นต่อไปอีกว่า ห้องที่เชื่อกันว่าเป็นห้อง สำหรับพระราชวงศ์หลายห้อง ก็ชื้นแฉะไม่มีหน้าต่าง และยังอยู่ต่ำกว่าพื้นดินเสียอีก ใครหนอจะทนอุดอู้อยู่ในห้องอับ ไม่ออกมาชื่นชมธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ ไม่น่าจะใช่ที่ที่คนอยู่เลยจริง จริ๊ง

แต่ สำหรับเราคนที่สนใจฟัง คงได้แต่ทำตาปริบๆไปพลางก่อน จนกว่าจะมีใครสักคนหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาหักล้างให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย ว่า ระหว่างเซอร์ อาเธอร์ อีแวน กับ ฮันจ์ จอร์จ วันเดอลิช ใครจะแน่กว่ากัน…แหะ แหะ

เกร็ดตำนานคนครึ่งวัว

ที่มาของ ความเชื่อเรื่องเขาวงกต มาจากตำนานกรีกเรื่องหนึ่ง กล่าวถึงพระนางปาซิปาอี มเหสีของราชาไมนอส ถูกสาปให้ไปหลงรักวัวขาว ที่สามีของเธอไม่ยอมแก้บนบูชายัญไปให้โป-ไซดอนเจ้าแห่งทะเล ผลพวงของความรักต่างสปีชี่ ทำให้เกิดสัตว์ ประหลาดครึ่งคนครึ่งวัวเรียกกันว่า มิโนทอร์ (Minotaur) เจ้าตัวนี้แหละที่ทำให้พระราชาแสนจะอับอาย เพราะว่ามันประจานความผิดของพระองค์ในแง่ไม่ รักษาสัญญา เลยจำเป็นต้องจับเจ้าเด็กประหลาดขังไว้ในห้องเขาวงกตที่แดดาลุสออกแบบ

กาล ต่อมา เมื่อราชาไมนอส ยกกองทัพไปตีเอเธนส์ชนะ พระองค์เรียกร้อง บรรณาการเป็นหนุ่มสาว ชาวเอเธนส์อย่างละเจ็ดคนทุกปี เอาไปให้มิโนทอร์รับประทาน เรื่องจบลงตรงที่ครั้งสุดท้าย วีรบุรุษเธสซีอุส เดินทางมาเป็นบรรณาการมีชีวิต ได้ฆ่าสัตว์ประหลาด ด้วยกำลังมหาศาลของเขา และสามารถหาทางออกมาจากเขาวงกต ด้วยอุบายกลุ่มด้ายที่อรีแอดนี่บอกให้….

ตำนาน นี้ดูเหมือนจะเป็นนิทานไร้ความจริง แต่พอพระราชวังที่คนอสสอสเผยโฉมขึ้น เราจะเห็นทันทีว่า ออกแบบอาคารพระราชวังนี้ มันซับซ้อนเสียจนคนไม่เคยไปมีสิทธิ์หลงเขาได้ง่ายๆ ไหน จะมีบันไดอยู่หลายอันในระยะใกล้ๆกัน แต่กลับเชื่อมห้องต่างๆในต่างชั้น ไหนเฉลียงหลาย ที่นำมาจากลานแห่งหนึ่งไปสู่ทางเลี้ยวและหักมุม ไหนจะห้องที่สร้างไว้อย่างแปลกๆ ความซับซ้อนชวนงงเช่นนี้ อาจเป็นรากฐานความเชื่อเรื่องเขาวงกต (Labyrinth) ได้ไม่ยากเลย.

Bandit

Bandit

หนัง คาวบอยเก็บเงินเรื่องแรกของโลก สร้างในปี ค.ศ. ๑๙๐๓  คือเรื่อง “การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Train Robbery)”  สร้างโดยลูกจ้างคนหนึ่งของบริษัทภาพยนต์โธมาส เอดิสัน(Thomas Edison’s motion picture)  กำกับการแสดงโดย เอ็ดวิน เอส. พอร์เตอร์(Edwin S. Porter ) ซึ่งเขาเป็นตากล้องเก่าแก่คนหนึ่งของนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าและเครื่องฉายหนังให้เราได้ใช้กันทุกวันนี้ นั่นคือ  โธมาส อัลวา เอดิสัน Thomas Alva Edison(February 11, 1847–October 18, 1931)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังใบ้ขาวดำ มีเสียงดนตรีประกอบคล้ายหนังตลก ชาลี แชปปลิ้น  ความยาวหนัง ๑๐ นาที มี ๑๔ ฉาก ซึ่งดูแล้วถือได้ว่าก้าวหน้าเหลือเชื่อ ภาพยังคมชัดอยู่เลย พล็อตก็ดี หนังบางเรื่องยุคปัจจุบันยังสู้ไม่ได้ มีครบเครื่องหนังคาวบอย คือมีทั้งการปล้น มีตลก ตื่นเต้น มีฉากคาวบอยเต้นรำ ฉากขี่ม้ายิงปืน

การตัดต่อหนังเรื่องนี้ถือว่าดีมาก คือแม้ไม่มีเสียงพูด ก็เดาเรื่องราวได้ดี ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดมาดูได้ฟรี เพราะเป็นหนังที่ลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว โดยไปที่เว็บไซต์ http://emol.org/movies/greattrainrobbery/index.html

คน ในวงการหนังบางคนถือว่า หนังเรื่อง “การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่” นี้ เป็นหนังที่เริ่มต้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พล็อตเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๐ เมื่อสมาชิกแก๊งโจรจากที่ซ่อนลึกลับที่ชื่อ “รูในผนัง (Hole in the Wall)” ของ ยอร์จ ลีรอย พาร์กเกอร์  (Grorge Leroy Parker) หรือที่รู้จักกันในนาม บุตช์ แคสสิดี้(Butch Cassidy) ได้หยุดรถไฟขบวนหมายเลข 3 บนเส้นทางรถไฟสายยูเนียน ปาซิฟิก ที่มุ่งเข้าเมืองเทเบิ้ล ร็อค (Table Rock) ไวโอมิง และได้ระเบิดตู้เซฟได้เงินไป ๕ พันดอลลาร์

นับจากนั้น คนอเมริกันที่มีฐานะดีก็มีหนังคาวบอยดูกันตามโรงละคร โดยไม่ต้องเดินทางไปดูการแสดงสดไกลๆ อย่างของ บัฟฟาโล บิลล์  อีกต่อไป  แม้อุตสาหกรรมหนังจะสร้างหนังหลายประเภท แต่ค่านิยมในการแสดงคาวบอยของบัฟฟาโล บิลล์ ยังอยู่ จึงมีผลทำให้หนังคาวบอยขายดีอย่างยาวนาน มีการสร้างหนังคาวบอยยุคแรกเป็นพันเรื่อง ปัจจุบันก็ยังสร้างสลับหนังประภทอื่นอยู่เรื่อยๆ  หนังคาวบอยได้อัดฉีดค่านิยมในวิถีชีวิตแบบคาวบอยและวัฒนธรรมตะวันตก ให้แก่คนอเมริกันและชาติอื่นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

Classic Alien

Classic Alien

มนุษย์ต่างดาว

เรื่อง ราวเกี่ยวกับ “มนุษย์ต่างดาว” นั้น ยังเป็นเรื่องชวนให้สนใจของผู้คนทั่วโลก เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงเรื่องปรุงแต่งขึ้นมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้คนหลายคนได้อ้างว่าพบเห็นมนุษย์ต่างดาวมาเยือนยังโลกมนุษย์ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือไม่

มนุษย์ต่างดาว (Alien) เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบินมนุษย์ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น เอเลี่ยน , สตาร์วอร์ส , เม็น อิน แบล็ค, ไอดี 4 : สงครามวันดับโลก เป็นต้น

การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว

ได้มีการแบ่งประเภทการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวไว้ 5 ระดับ คือ

การ เผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง (Close Encounters of the First Kind) หมายถึง การได้พบปะหรือเจอะเจอกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวในระยะที่ไกลห่างออกไป เช่น จานบินลอยอยู่บนท้องฟ้า หรืออยู่ห่างจากผู้ที่พบเจอในระยะ 50 หลา เป็นต้น

การเผชิญหน้าระดับที่สอง (Close Encounters of the Second Kind) หมายถึง การพบปะกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวคล้ายกับการเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง แต่อยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้น เช่น อาจพบจานบินที่จอดอยู่บนพื้น เป็นต้น

การ เผชิญหน้าระดับที่สาม (Close Encounters of the Third Kind) หมายถึง การได้เข้าไปในจานบินจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และ สามารถออกมาได้

การเผชิญหน้าระดับที่สี่ (Close Encounters of the Fourth Kind) หมายถึง การที่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป อาจจะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และออกมาได้

การเผชิญหน้าระดับที่ห้า (Close Encounters of the Fifth Kind) หมายถึง การที่มีการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในระดับที่เป็นกิจจะลักษณะ สามารถสื่อสารกันได้ความระหว่างมนุย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว

ยูเอฟโอ (UFO)

คำ ว่า”ยูเอฟโอ” นี้มาจาก UFO=Unidentified flying Object หรือถอดพอได้ใจความตามภาษาไทยว่า “วัตถุบินที่ไม่สามารถจำแนกได้”หรือรวบรัดเอาง่ายๆว่า จานผี ซึ่งมันก็เป็นอะไรสักอย่างที่สับสนอยู่เหมือนกัน ถ้าท่านพูดกับบุคคลที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มา แล้วพวกเขาก็จะคิดขึ้นมาทันทีว่า-มันเป็นจานบินที่ขับขี่โดยมนุษย์ตัวเล็กๆ สีเขียว-ซึ่งไม่ถูกต้องเลย

ยูเอฟโอนี้หมายถึง “วัตถุหรือปรากฏการณ์ใดๆในอากาศซึ่งผู้พบเห็นไม่สามารถที่จะอธิบายได้” ซึ่งมันอาจจะเป็นลูกไฟประหลาดหรือประเภทของดาวตก,เมฆที่ก่อตัวเป็นรูปร่าง แปลกประหลาดกลุ่มหมู่บินหรือการบุกของกองเรือรบ

ยูเอฟโอส่วนมากที่สุดคือเหตุการณ์โดยธรรมชาติที่ห่างไกลจากคำอธิบายของ นวนิยายในทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ถ้าท่านเกิดความรู้สึกที่อยากจะหาเรื่องหาราวขึ้นมาในวันนี้แล้วละก็คำว่า “บิน” นี้มันก็อาจจะรวมได้ทั้ง บางสิ่งบางอย่างที่มันตกลงมา จากฟากฟ้าหรือแม้แต่กลไกอะไรสักอย่างที่มันลงมาสู่พื้นดิน

ดาว 5 แห่งแหล่งต้องสงสัยกำเนิด “มนุษย์ต่างดาว”

นัก ดาราศาสตร์อเมริกันระบุรายชื่อดาวฤกษ์ 5 ดวงบริเวณใกล้เคียงกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าอาจจะเป็น แหล่งพำนักของสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่าง “มนุษย์ต่างดาว” ที่ชาวโลกควานหามานานหลายสิบปี

นานมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ดักฟังสัญญาณวิทยุจากกาแล็กซีอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป ด้วยความหวังว่า จะพบกับสิ่งมีชีวิตที่มีความศิวิไลซ์ในดาวดวงอื่น

ในการประชุมประจำปีของสมาคมวิทยาศาสตร์ขั้นสูงของอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) ที่จัดขึ้นที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐฯ มาร์กาเร็ต เทิร์นบูล (Margaret Turnbull) แห่งสถาบันคาร์เนอร์กีในวอชิงตัน ดีซี (Carnegie Institution of Washington) ได้เปิดเผยกฎเกณฑ์สำหรับการค้นหาดวงดาวที่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ อาทิ อายุของดวงดาวนั้นๆ และปริมาณธาตุเหล็กในชั้นบรรยากาศ

แคนดิเดตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในบรรดาดาว 5 ดวงตามเกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ ดาวเบตา ซีวีเอ็น (beta CVn) ในกลุ่มดาวเคนส์ เวนาชิติ (Canes Venatici) ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ และอยู่ห่างออกไป 26 ปีแสง หรือ 153 ล้านล้านไมล์

ก่อนหน้านี้ ดร.เทิร์นบูลระบุว่า มีดาวเคราะห์ประมาณกว่า 17,000 ดวงที่เธอเชื่อว่า อาจเป็น ‘ระบบดาวฤกษ์ที่สามารถอยู่อาศัยได้’ กล่าวคือ มีเงื่อนไขทางกายภาพที่ไม่สุดโต่งเกินไปที่จะจำกัดวิวัฒนาการและพัฒนาการของ สิ่งมีชีวิตนอกโลกและเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตนั้น

จากสมมติฐานดังกล่าว เธอเลือกดาวฤกษ์ออกมา 5 ดวงที่ดูมีแนวโน้มมากที่สุดที่สนับสนุนทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดหากเราต้องย้ายออกจากโลก หรือเพื่อศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

“เซติ” หรือ SETI ( Search for Extraterrestrial Intelligence ) คือ สถาบันเพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตใน ระบบจักรวาล ด้วยการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลที่ประจำอยู่ในหอดูดาวทั่วโลก เพื่อตรวจดูบนฟ้าว่ามีการส่งสัญญาณชั้นสูงจากที่ใดบ้าง

นอกจากนั้น นักดาราศาสตร์ยังรวบรวมชุดหลักการที่เรียกว่า หลักการเซติ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโครงของสิ่งที่ควรทำหากตรวจพบสัญญาณเรียกมาจากสิ่งมี ชีวิตนอกโลก

ทว่า ภารกิจอันใหญ่ยิ่งนี้หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ควรหาวิธีลดเป้าหมายการค้นหาให้แคบลง ซึ่งก็คือวิธีการของ ดร.เทิร์นบูลในการเน้นถึงดวงดาวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดซึ่งโคจรอยู่ รอบๆ โลกที่เราอาศัยอยู่

เกณฑ์ของ ดร.เทิร์นบูลคือ จะต้องเป็นดาวที่มีอายุอย่างน้อย 3,000 ล้านปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โลกก่อกำเนิดและวิวัฒนาการจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งการก่อกำเนิดอารยธรรมขั้นสูงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ดังเช่นอารยธรรมของโลกเรา

ทั้งนี้ ดาวที่มีความเป็นไปได้ยังต้องมีธาตุเหล็กประกอบอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างน้อย 50% หากน้อยกว่านั้น จะไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์ที่อุดมไปด้วยก้อนหินเหมือนกับ โลกรอบๆ ดาวฤกษ์ดวงนั้น

ขณะเดียวกัน ดวงดาวที่มีมวลสารหนาแน่นกว่าดวงอาทิตย์เกิน 1.5 เท่า ยังมีแนวโน้มว่าจะมีอายุไม่ยืนยาวพอผลิตสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่อยู่อาศัย’ ซึ่งหมายถึงบริเวณรอบๆ ดวงดาวที่ดาวเคราะห์ภายในโซนนั้นสามารถที่จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์บนพื้นผิว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ เนื่องจากหากดาวเคราะห์อยู่ใกล้ดาวฤกษ์เกินไป ความร้อนจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ แต่ถ้าไกลเกินไป น้ำอาจแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง นักวิจัยของสถาบันคาร์เนอร์กียังตัดดาวฤกษ์ที่มีบริวารจำนวนมากออกไป เนื่องจากดาวบริวารเหล่านั้นอาจรบกวนพื้นที่อยู่อาศัย

ทางด้าน จิลล์ ทาร์เตอร์ (Jill Tarter) แห่งสถาบันเซติ กล่าวในที่ประชุมเดียวกันว่า นับจากนี้ต่อไป เซติจะฝึกการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นวิทยุทางไกลโดยเน้นที่ดาว 5 ดวงในลิสต์ของ ดร. เทิร์นบูล ซึ่งนอกเหนือจากดาวเบตา ซีวีเอ็นแล้วยังประกอบด้วย

ดาวเอชดี 10307 ซึ่งเป็นดาวในระบบสุริยะเหมือนกับโลก อยู่ห่างออกไป 42 ปีแสง มีมวลสาร อุณหภูมิ โลหะเกือบเหมือนกับดวงอาทิตย์ และมีดาวบริวารหนึ่งดวง

ดาวเอชดี 211415 มีโลหะเป็นองค์ประกอบครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ เย็นกว่าดวงอาทิตย์นิดหน่อย และอยู่ไกลกว่าเอชดี 10307 เล็กน้อย ดาว 18 สโก (18 Sco) ในกลุ่มดาวแมงป่อง มีลักษณะใกล้เคียงจนถูกเรียกว่าเป็นคู่แฝดของดวงอาทิตย์

สุดท้ายคือ ดาว 51 ปิกาซัส (Pegasus 51) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยในปี 1995 นักดาราศาสตร์สวิสรายงานว่า ตรวจพบดาวเคราะห์ดวงแรกเหนือระบบสุริยะ โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงนี้ และไม่นานนักดาราศาสตร์อเมริกันยืนยันว่า พบวัตถุที่คล้ายกับดาวพฤหัสในบริเวณเดียวกัน

Genie

Genie

คุณยักเจนนี่คนนี้ เลโก้ทำขามาได้แปลกใหม่มากเลยทีเดียว

ตะ เกียงอะลาดิน (Aladdin’s Lamp) ตามตำนานที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายคือ เมื่อขัดถูบนตะเกียง ยักษ์จินนี่จะปรากฏกายออกมาเพื่อมอบความสุขสมปราถนาแด่ผู้ถูตะเกียงเสมือน หนึ่งผู้เป็นนายของมัน

ความเชื่อเก่าแก่จากเรื่องเล่าปรัมปรา อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องของ “Aladdin Night” (อาหรับราตรี) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “The Book of One Thousand and One Night” (พันหนึ่งราตรี) ในหนังสือเล่มนี้เป็นตำนานมหากาพย์ของอาหรับผ่านการเล่าขานจากพระนางเซเฮอร์ ซาเด ทั้งนี้เนื่องจากความหวาดระแวงของพระเจ้าซาห์เรียร์ ที่ไม่เคยวางพระทัยในพระมเหสีองค์ใด พระองค์ทรงกริ้วที่พระมเหสีองค์แรกของพระองค์ลักลอบมีชู้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชิวิตนางเสีย จากนั้นมา เมื่อใดที่พระองค์ทรงอภิเษกกับหญิงพรหมจรรย์นางใดก็จะร่วมผ่านเพียงราตรี เดียว ครั้นอรุณรุ่งก็จะต้องโทษประหารชีวิตทุกรายไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเซเฮอร์ซาเดย์ถวายตัวเป็นพระมเหสีองค์ใหม่ พระนางจึงใช้อุบายในการเล่านิทานอันมหัศจรรย์และสนุกสนาน เพื่อยืดระยะเวลาให้เนิ่นนานออกไปวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า แต่ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามนางจะไม่เล่าจบในคืนนั้น และจะค้างเรื่องที่กำลังสนุกไว้เช่นนั้น ทำให้พระเจ้าซาห์เรียร์จำเป็นต้องให้พระนางมีชีวิตอยู่ต่ออีกวันหนึ่งและอีก วันหนึ่ง เพื่อฟังนิทานเรื่องเล่านั้นๆให้จบ แต่นิทานต่างๆที่แสนสนุกและมหัศจรรย์เหล่านี้จะเล่าค้างคา คืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งพันราตรีกับอีกคืนหนึ่ง พระองค์จึงตัดสินพระทัยละเว้นการประหารพระนางในที่สุด และนี่เองกลายเป็นที่มาของคำว่า “พันหนึ่งราตรี”

เรื่อง เล่าอันมหัศจรรย์ของอะลาดินกับตะเกียงวิเศษ เป็นหนึ่งในนิทานพันหนึ่งราตรีนั่นเอง เล่าถึงเด็กหนุ่งผู้ยากไร้นามว่า “อะลาดิน” ที่ถูกจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายปลอมเป็นลุงของเขา แล้วล่อลวงอะลาดินเข้าไปในถ้ำเพื่อนำตะเกียงวิเศษออกมา แต่เมื่ออะลาดินรู้เท่าทันเล่ห์อุบายว่าจะถูกหักหลังจึงไม่ยอมคืนตะเกียงใบ นั้นให้ และด้วยเหตุบังเอิญที่ทำให้เขาถูตะเกียงใบนั้นเข้า เจ้ายักษ์จินนี่ก็ปรากฏร่างออกมาจากตะเกียงเพื่อมอบความสมปราถนาให้แก่ผู้ เป็นเจ้านายของมัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อะลาดินมีชัยชนะต่อจอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายและต่อมามีชื่อ เสียงโด่งดัง จนกระทั่งได้แต่งงานกับพระธิดาเลอโฉมขององค์สุลต่านในเวลาต่อมา (สังเกตุได้ว่า “อะลาดิน” มาจากภาษาอาหรับคือ “อาลาอุด-ดิน (Alad’ad-Din”) หมายถึง “จิตใจอันภักดี” ส่วนคำว่า “จินนี่ (Jinni)” หรือ “ดินนี่ (Djinni)” ซึ่งเป็นชื่อของปีศาจผู้ทรงพลังอำนาจยิ่งใหญ่

มีความเชื่อกันว่า กลิ่นจากน้ำมันหรือกลิ่นจากเทียนไข น่าจะมาจากกลิ่นอายของจินนี่ที่ออกมาจากตะเกียงวิเศษ เพราะในภาพจินตนาการเกี่ยวกับจินนี่ตะค่อยๆลอยออกมาเป็นควันจากตะเกียง ดังนั้น เมื่อใดที่เทียนไขถูกเผาไหม้และเกิดแสงสว่างลุกวาบขึ้นมาทันใด เชื่อกันว่าจะเกิดเหตุอันไม่คาดคิดเกิดขึ้น

เรื่องเล่าของตะเกียงวิเศษ หรือตะเกียงอะลาดิน ทำให้รูปตะเกียงกับเจ้ายักษ์จินนี่ กลายมาเป็นเครื่องประดับที่เปรียบประหนึ่งเครื่องรางประจำตัวของผู้สวมใส่ รวมทั้งยักษ์จินนี่ที่อาจแกะสลักให้เป็นลวดลายอยู่บนตะเกียงหรือขวดใบจิ๋ว ดังนั้นมักเชื่อกันว่า หากผู้ใดสวมใส่เครื่องรางรูปตะเกียง ก็เชื่อมั่นว่า อำนาจสุดวิเศษของตะเกียงของตะเกียงสุดมหัศจรรย์จะบังเกิดแก่ตัวเราและจะติด ตัวไปในทุกๆที่ที่เต็มไปด้วยความโชคดีปลอดภัย