Sith

ซิธ

ระยะเวลา

ช่วงเวลาที่สำคัญ์ในประวัติศาสตร์ของซิธ

* 28,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — อดัส ปกครองในฐานะราชันย์แห่งซิธ ต่อมาเขาได้นำตราทัพเขารุกรานราคาทา,ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขา ซิธจมลงสู่ความวุ่นวายของสงครามกลางเมือง
* 24,500 ปีก่อนยุทธการยาวิน — เซนดอร์ลและนักเรียนคนอื่นๆละทิ้งจากเจไดในการแตกแยกครั้งใหญ่สุดครั้งแรก
* 19,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ซิธลอร์ดคิลลิสค์ใช้ชีวิตอยู่บนอัลซาคาน,แต่ถูกขับออกไปเมื่อมนุษย์มาถึงดาว นี้ เขาหนีไปที่ซาราเฟอร์ที่ๆเขาถูกฝังพร้อมกับสมบัติในสุสาน
* 7,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — กลุ่มเจไดได้หนีออกมาจากนิกายและบุกเบิกความไม่แน่นอนของด้านมืด,เริ่มการ แตกแยกครั้งใหญ่สุดครั้งที่สองรู้จักกันว่าร้อยปีที่มืดมน
* 6,900 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ผลัดถิ่นหลังจากการพ่ายแพ้ในช่วงร้อยปีทีมืดมน,เจไดมืดมาถึงคอริแบน,พวกเขา ได้สร้างเชื้อชาติซิธและจากจักรวรรดิซิธ ใน1พันปีจักรวรรดิซิธก็ขยายออกไปกว้างล้อมรอบระบบแม้กระทั่งคอริแบน
* 5,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ลอรดมืดแห่งซิธ นาก้า ชาโดว์ถูกโค่นล้มระหว่างมหาสงครามไฮเปอร์สเปซและจักรวรรดิซิธก็ล่มสลาย เงามืดก็หายไปพร้อมกับนักรบแมซซาสิของเขาบนยาวิน4
* 4,400 ปีก่อนยุทธการยาวิน — อัศวินเจไดฟรีดอน แนดด์จมลงสู่ด้านมืดและถูกฝึกโดยนาก้า ชาโดว์ที่ถูกปลุกขึ้นมา ชาโดว์ตายด้วยน้ำมืดของแนดด์ ผู้ซึ่งต่อมาจะแต่งตั้งตนขึ้นเป็นราชาแห่งออนเดอรอน
* 4,000-3,998 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ผู้สืบสกุลของฟรีดอน แนดด์ ราชินีอมานอและกษัตริย์ออมมินนำกลุ่มซิธเข้าสู่สมรภูมิกับเจไดขณะทำสงคราม แห่งความร้ายกาจและการจลาจลฟีดอน แนดด์ มหาสงครามแห่งซิธได้เริ่มต้นขึ้น ซาทัลและอลีม่า คีโต้ถูกฝึกสอนโดนวิญญาณของฟรีดอน แนดด์หลังจากการพ่ายแพ้ของเผ่าแนดด์ พวกเขาหลบหนีไปที่ระบบทีต้าและจากนิกายครัตต์
* 3,997 ปีก่อนยุทธการยาวิน — เอ็กซาร์ คันจมลงสู่ด้านมืด,วิญญาณของแนดด์นำทางเขาจากดีซุนสู่คอริแบนและจากนั้นก็ยา วิน4,ที่ซึ่งคันทำลายแนดด์อย่างสิ้นซาก เขาได้พบกับนิกายซิธใหม่ชื่อว่าภราดรภาพแห่งซิธ
* 3,996 ปีก่อนยุทธการยาวิน — คันนำตัวของเจไดที่ใฝ่ผิดอุลลิค เคว-โดรมา,ผู้นำแห่งครัตต์,เป็นศิษย์ของเขา “ภราดรภาพแห่งซิธ”และครัตต์ล้มสลายลงในช่วงยุทธการยาวิน4
* 3,960 ปีก่อนยุทธการยาวิน — อัศวินเจไดรีแวน,วีรบุรุษจากสงครามแมนดาลอเรี่ยน,หันเข้าสู่ด้านมืด หลังจากค้นพบสถาบันทรายอัสบนมาลาคอร์5 ซากของจักรวรรดิซิธโบราณ เขาก็ได้ก่อตั้งจักรวรรดิซิธใหม่ขึ้นมา
* 3,959-3,956 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธรีแวนผนวกกองยานของเขาที่สร้างโดนสตาร์ฟอร์จและบุกรุกสาธารณรัฐในช่วง สงครามซิธครั้งที่2 เชื่อกันว่าดาร์ธรีแวนถูกสังหารหลังจากการทรยศของดาร์ธมาลัคศิษย์ของเขา,แต่ หลังจากกลับมาโดยเป็นเจได,หันกลับสู่แสงสว่าง รีแวนนำกองทัพของสาธารณรัฐมีชัยชนะเหนือดาร์ธมาลัคและทำลายสตาร์ฟอร์จ หลังจาก”สงครามซิธครั้งที่2″ซิธทุกคนจึงใช้ชื่อที่มีคำขึ้นต้นว่าดาร์ธตลอด มา
* 3,956 – 3,955 ปีก่อนยุทธการยาวิน — หลังจากการตื่นตัวของสงครามระบบราคาทา สงครามซิธกลางเมืองครั้งแรกลุกโชนที่คอริแบนและนั่นเองที่ขจัดผู้ติดตามของ รีแวนและมาลัคอย่างสิ้นซาก
* 3,956 – 3,951 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธเทรย่า, ดาร์ธนิฮิลัสและดาร์ธไซออนทำสงครามเงามืดเพื่อลบล้างสาธารณรัฐ, แต่ถูกโค่นล้มโดยเจไดผู้ถูกเนรเทศ สงครามซิธกลางเมืองครั้งที่สองก็เกิดขึ้นต่อมา, โดยมีพวกซิธเหลืออยู่เล็กน้อยเท่านั้นกับที่เหลืออยู่ในจักรวรรดิ

* ‘3,681 – 3,653 ปีก่อนยุทธากรยาวิน ดาร์ธ แมลกัส นำซิธบุกสู่วิหารเจได,สังหาร เวน เซลโลว์และก่อมหาสงครามกาแลกติก * ‘3,653 – 3,623 ปีก่อนยุทธากรยาวิน ผลพวงจากมหาสงครามกาแลกติก จักรวาลแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือจักรวรรดิซิธและสาธารณรัฐกาแลกติกและเกิดสงครามเย็น

* 2,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธรูน,เจไดที่หลงผิดอีกคน,สร้างนิกายซิธใหม่และเริ่มต้นสงครามซิธใหม่ หลังจากผ่านไปเป็นพันปี,โดย1,466 ก่อนยุทธการยาวิน จักรวรรดิซิธใหม่มีอำนาจเหนืออวกาสทุกที่ที่เป็นที่รู้จักนอกอาณานิคม
* 2,000 – 1,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ซิธมีปรากฏการณ์ที่ทำลายตัวเอง, โดยพลังที่ฝังอยู่ภายในเริ่มทำลายนิกายของพวกเขา ลอร์ดคานน์รวบรวมผู้รอดชีวิตภายใต้ชื่อภราดรภาพแห่งความมืดและเริ่มใช้ตำแห น่งลอร์ดมืดในหลายๆครั้ง
* 1,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ทั้งกองกำลังของเจไดและซิธถูกทำลายในสงครามรูซาน, มีเพียงดาร์ธเบนเท่านั้นที่รอดชีวิต เพื่อแน่ใจว่านิกายซิธจะอยู่รอดต่อไป,จัดให้มีกฏแห่งสอง
* 1,000 – 33 ปีก่อนยุทธการยาวิน — กฎแห่งสองดำเนินต่อมา ดาร์ธมิลเลนเนียละทิ้งอาจารย์ของเขา, ดาร์ธคอกนัส, และสร้างผู้ทำนายแห่งด้านมืด ดาร์ธวิคทิวัสกลาย มาเป็นผู้ควบคุมจิตบนดาวเคราะห์น้อยใกล้กับบิมเมลและสร้างที่อยู่ที่นั่น, ที่หัวใจของด้านมืดของพลัง, ที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตที่เหลือกับเพื่อนและครอบครัวของเขา, และสันนิษฐานว่าเขาอาจฝึกฝนศิษย์ศิษย์ของเขาเอง มูนซิธลอร์ด,ดาร์ธเพลกัสถูกฝึกฝนโดยอาจารย์ที่ไม่มีใครรู้ พัลพาทีนถูกสอนโดยดาร์ธเพลกัสและให้ชื่อว่าดาร์ธซีเดียส พัลพาทีนสังหารอาจารย์ของเขาขณะหลับ และมีศิษย์ชื่อว่าดาร์ธมอล
* 33 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธมอลสังหารผู้นำของกลุ่มแบล็คซัน, อเลคซิ การีน, เปิดทางให้เจ้าชายไซซอร์
* 32.5 ก่อนยุทธการยาวิน — เมื่อฮาร์ท มอนคาร์ขโมยแบบแผนของดาร์ธซีเดียสที่จะปิดกั้นนาบูและพยายามที่จะขายมัน ดาร์ธมอลตามล่าเขาและฆ่าเขา ท้ายสุด, แผนถูกส่งคืนสู่พัลพาทีนและมอลฆ่าพยานคนสุดท้ายที่เห็นแผน
* 32 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ซิธ, ผู้ที่ซ่อนตัวมาเป็นพันๆปี,เผยตัวตนอีกครั้งเมื่อดาร์ธซีเดียสบรรเลงสงครามแห่งนาบู
* 27 ปีก่อนยุทธการยาวิน — เอาท์บอนด์ไฟลท์ถูกทำลายโดยผู้บัญชาการมิทท์’รอว์’นูรัวโดซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของแผนทีดาร์ธซีเดียส่จะสังหารปรมาจารย์เจไดโจรัส คาบอท
* 22 – 19 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธซีเดียสและดาร์ธไทรานนัสเริ่มต้นสงครามโคลน,และเจไดหลายคนตายหรือไม่ก็หันเข้าสู่ด้าานมืด
* 19 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธเวเดอร์กลายเป็นศิษย์คนใหม่ของซีเดียส จักรวรรดิกาแลกติกถูกแต้งตั้งโดยดาร์ธซีเดียส ซิธครอบครองกาแลคซี่อีกครั้ง,ตั้งแต่ใจกลางสู่จักรวาลที่กว้างใหญ่
* 19 – 1 ปีก่อนยุทธการยาวิน — ดาร์ธซีเดียสพยายามที่จะถอนรากถอนโคนเจไดในการกวาดล้างเจไดครั้งใหญ่ รวมทั้งโรอัน ชรีนและอัน’ยา คูโร
* 4 ปีหลังยุทธการยาวิน — เวเดอร์หันกลับสู่แสงสว่างโดยลุค สกายวอร์คเกอร์, ส่งผลให้ทั้งดาร์ธซีเดียสและดาร์ธเวเดอร์ตาย, และเชื่อว่านิกายซิธจบลงแล้ว
* 11 ปีหลังยุทธการยาวิน — หลังจากพัลพาทีนตายเป็นที่รู้ทั่วกัน, นิกายซิธก็จบลง
* 11+ ปีหลังยุทธการยาวิน — หลังจากเชื่อว่านิกายซิธสิ้นสุดลงไปแล้ว, หัตถ์ของจักรพรรดิ, ชื่อลุมิย่า 30ปีผ่านมา,ผู้กระซิบคนนี้จะพิสูจน์ความจริง
* 14 ปีหลังยุทธการยาวิน — ศาสนาซิธ, สาวกแห่งแรคนอส, พยายามคืนชีพมาก้า แรคนอสแต่ถูกขัดขวางโดยไคล์ คาทาร์นและเจเดน คอร์
* 40 ปีหลังยุทธการยาวิน — ลูมิย่าปรากฏอยู่ในกาแลคซี่อีกครั้งและชักชวนเจเซน โซโลให้ร่วมมือกับเธอ เจเซนค่อยๆเริ่มนำลูกพี่ลูกน้องของเขาเบน สกายวอล์คเกอร์เดินเข้าซิธเพื่อเป็นซิธของเขา เจเซนกลายเป็นซิธลอร์ดในท้ายสุด, และใช้คำว่า”ดาร์ธ”*
* 130 ปีหลังยุทธการยาวิน — ซิธมีโด่งดังในกาแลคซี่อีกครั้งโดยก่อวินาศกรรมบนดาววองฟอร์ม, เป็นสาเหตุที่แยกตัวออกจากพันธมิตรกาแลกติก เพื่อก่อเกิดจักรวรรดิอีกครั้ง, และใกล้ที่จะทำการกำจัดนิกายเจไดอีกครั้ง

Sith Lord เป็นชื่อที่มีการเรียก ผู้ที่มีความรู้ด้านมืดที่ศึกษาอย่างชำนาญ ก่อนที่ Darth Bane จะตั้ง the Rule of Two (กฎที่ว่าด้วยการมี 2 คน 1 อาจารย์ 1ศิษย์) ไม่มากไม่น้อยเกินไป โดยถ้าเป็นเพศหญิงจะเรียก Sith Lady

The Rule of Two

เพื่อ แน่ใจว่าซิธจะคงอยู่ต่อไป, เบนจำเป็นที่จะต้องดันพวกเขาใกล้ถึงจุดดับ เขาได้ตั้งกฏแห่งสองขึ้นมา ในแบบแผนของเบน, ซิธทั้งสองจะใช้ตำแหน่งคือลอร์ดมืดแห่งซิธ กฎแห่งสองนั้นทำให้ผู้ที่เป็นอาจารย์นั้นต้องฝึกสอนศิษย์ หลังจากศิษย์บรรลุการฝึกสอนแล้ว, เขาอาจสังหารอาจารย์ของเขาและสวมผ้าคลุมให้ตนเองและดำเนินวงจรต่อไป การตายของอาจารย์อาจมีแบบแผนเช่น การฆ่าหรือลอบสังหาร

ในจักรวาลสตา ร์ วอร์ส คำว่า ซิธ (อังกฤษ: Sith) เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงกลุ่มบุคคลสองกลุ่มที่เป็นเอกเทศแต่มีความเกี่ยวข้อง กัน ในความหมายที่ใช้ทั่วไปนั้น ซิธหมายถึงกลุ่มลัทธิความเชื่อของนักบวชที่อุทิศตัวให้กับด้านมืดของพลัง มีผู้นำคือ “ซิธลอร์ด” ลักษณะเด่นของกลุ่มบุคคลนี้คือความละโมภในอำนาจและพร้อมที่จะใช้ทุกวิถีทาง ในการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ ปฏิบัติตนเป็นศัตรูของอัศวินเจได กลุ่มบุคคลนี้ปรากฏในลักษณะต่างๆ กันตลอดประวัติศาสตร์ของกาแลกซี หมู่เหล่าของซิธนั้นมีจำนวนหลายหมู่ หมู่ที่น่าจดจำที่สุดเช่น จักรวรรดิซิธ และ นิกายซิธลอร์ด เนื้อหาต่อจากนี้จะกล่าวถึงกลุ่มบุคคลนี้เป็นสำคัญ

อีก ความหมายหนึ่งนั้น ซิธหมายถึงเผ่าพันธุ์ใกล้เคียงมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่งที่ถูกกลุ่มคนในความ หมายแรกนำมาเป็นทาส แล้วจึงนำชื่อของเผ่าพันธุ์นี้มาใช้เรียกตัวเอง

Sith Order ลำดับขั้นการปกครองของเหล่า Sith

Title of leader        :Dark Lord of the Sith

Darth Revan’s holocron-ได้กล่าวไว้ว่า “เหล่า Sith ต้องมีผู้นำเพียงคนเดียวซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งพลังและอำนาจในด้านมืด แต่ถ้าเมื่อใดที่ผู้นำนั้นอ่อนแอก็จะถูกแทนที่โดยผู้อื่นต่อไป”

Dark Lord ในภาษาของซิธนั้นจะอ่านว่า Jen’ari
ลอร์ ดมืดแห่งซิธเป็นซิธลอร์ดที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังที่สุด จนกระทั่งเข้าสมัยของคานน์, มันคือตำแหน่งที่จะมอบให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้นำของนิกายเท่า นั้น, แต่หลังจากการสิ้นสุดของสงครามซิธใหม่ตำแหน่งถูกใช้โดยซิธลอร์ดหลายคนในเวลา เดียวกัน

Governing body    :Sith Council

Other positions     :

* Sith Master
ปรมาจารย์ซิธเป็นซิธลอร์ดที่มีศิษย์คอยรับใช้พวกเขา ปรมาจารย์ซิธที่มีชื่อเสียงก็คือ ดาร์ธซีเดียส,ดาร์ธเพลกัส,และดาร์ธเบน
* Sith Lord
ซิ ธลอร์ดคือผู้นำแห่งซิธ พวกเขาจะบังคับบัญชากองทัพของผู้รับใช้ซิธ, นักบวชและนักรบตลอดช่วงเวลาสงครามและปกครองดูแลสภาซิธ ซิธลอร์ดใช้ด้านมืดของพลังในการลงโทษ, การทรมานและทำให้เน่าเปื่อย พวกเขายังทำงานหนักเพื่อรักษาซิธเก่าโดยใช้ความรู้ผ่านทางนักบวชของพวกเขา ขณะที่พวกเขาไม่ได้ทำศึกเหมือนซิธส่วนน้อย, พวกเขาเป็นที่น่าเกรงขามของซิธดั่งที่พวกเขาเป็นผู้รักษาความลับสุดยอดของซิ ธและปกครองสังคมที่มีอำนาจส่วนมาก
* Sith Apprentice (Shadow Hand)
ศิษย์ซิธคือซิธผู้เริ่มต้นโดยเรียนอยู่กับปรมาจารย์ศิษย์ ศิษย์ซิธที่มีชื่อเสียงก็คือ ดาร์ธมอล,ดาร์ธไทรานนัสและดาร์ธเวเดอร์
* Sith Marauder
อาชญา กรซิธ, พวกที่แตกแยกออกจากนักรบซิธ, เป็นที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการแบกรับความโหดร้ายโดยซิธ การฝึกฝนของพวกเขาเน้นความหนักแน่นเกรี้ยวกราดของการใช้กระบี่แสงมากกว่า พลัง พลังทางกายภาพของอาชญากรซิธคือศิลปะในการเติมเต็มด้านมืดด้วยความเกลียด โกรธ และความอมหิต เพราะเหตุนี้, อาชญากรส่วนใหญ่อาจดวลกับเจไดธรรมดาตัวต่อตัวและเอาชนะอย่างง่ายดาย
* Sith Warrior
นัก รบซิธเป็นตำแหน่งระดับกลางคือผู้ที่ปกติแล้วจะเน้นด้านพลังงานพละกำลัง และทักษะในการสู้รบ, ใช้เวลาเล็กน้อยในการใช้พลังด้านมืดหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับชิธที่ชำระ ล้าง
* Sith Acolyte
นักบวชซิธคือศิษย์ที่มีความรู้สึกด้านพลังผู้ที่เพิ่งจะเริ่มจมดิ่งสู่ด้านมืดภายใต้การดูแลจากซิธที่มีประสบการณ์
* Sith Adept
ซิ ธผู้ชำนาญเป็นตำแหน่งของซิธตลอดช่วงสงครามซิธใหม่, คล้ายกับนักบวชซิธ ภราดรภาพแห่งด้านมืดฝึกฝนพวกเขาในสถาบันดาโทเมียร์และสถาบันอิไรโดเนีย
* Sith Assassin
ผู้ รับใช้ซิธพิเศษนั้นรวมถึงมือสังหารซิธด้วย, คือผู้ที่เหมาะสำหรับการลอบโจมตีเป้าหมายจากเงามืดมากกว่าการปะทะกันซึ่ง ซึ่งหน้า ส่วนใหญ่มักทำงานคนเดียวหรอืเป็นกลุ่มเล็กๆ, พวกเขาใช้ประโยชน์จากเครื่องล่องหนและศิลปะชั้นสูงของพลังในการอำพรางตัว เพื่อจู่โจมเหยื่อเจไดที่ไม่ระวังตัว ขณะที่บางคนใช้กระบี่แสง, ส่วนใหญ่จะต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิดธรรมดา เช่น หอก ดาร์ธเทรย่า,ดาร์ธไซออน,และดาร์ธนิฮิลัสบัญชาการเหล่ามือสังหารซิธหลังจากจบ สงครามเจไดกลางเมือง,เนื่องจากใกล้สิ้นสุดนิกายเจได มือสังหารซิธดูดพลังจากศัตรูของพวกเขา
* Sith Spy
* Hands
* Fist
* Sith Tyro
* Sith Saber
* Sith Inquisitor

Organizations :

* True Sith
* Lost Tribe of Sith
* Brotherhood of the Sith
* Sith Triumvirate
* Brotherhood of Darkness
* Order of the Sith Lords
* Lumiya’s Sith
* One Sith

Sects :

* Naddists
* Krath
* Mecrosa Order
* Dark Force
* Disciples of Ragnos
* Lost Tribe of Sith
* Malevolence

Headquarters :

* Korriban
* Coruscant
* Ziost
* Kesh

Official language(s) :

* Sith
* Galactic Basic Standard

Affiliated organizations/governments :

* Adas’s Sith Empire
* Old Sith Empire
* Exar Kun’s Sith Empire
* Revan’s Sith Empire
* True Sith Empire
* New Sith Empire
* Trade Federation
* Confederacy of Independent Systems
* Galactic Empire
* Imperial Remnant
* Galactic Federation of Free Alliances
* Fel Empire
* Darth Krayt’s Galactic Empire

Advertisements

Tales of the Sith Lords

จุดเริ่มต้นและจุดจบของผู้ร้ายมาดเท่ SITH

เหล่า Sith ได้มีการตั้งสถานที่ฝึกอบรมขึ้นมาเช่นกันโดยอยู่ที่ดาว Korriban ที่อยู่ส่วนขอบของกาแลคซี่

1. AJUNTA PALL (Dark lord)

Ajunta Pall เขาคนนี้นั้นหลงไหลวิชาดาบเป็นอย่างมาก และได้คิดค้นเทคนิคที่พิเศษขึ้นมาเฉพาะตัว เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองและความทะเยอทะยานทำให้เขาเดินเข้าสู่ด้านมืด หลังจากที่ต่อสู้กับเหล่า Jedi Master และถูกขับไล่ไปจนต้องหลบหนีอยู่เป็นเวลานาน เขาได้คิดค้น Light Saber ที่มีอำนาจสูงสุดและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งด้านมืด ตำนานเล่าว่า ดาบเล่มนั้นยังคงหลบไหลอยู่ที่หลุมศพของ Ajunta Pall ที่ดาว Korriban นั่นเอง

2. TULAK HORD เชื่อกันว่า Tulak อาจจะเป็น Dark Lord ที่เก่งกาจด้านวิชาดาบที่สุดของเหล่า Sith แต่เรื่องราวของเขากลับไม่ค่อยได้กล่าวขานกันเท่าไหร่

3. SIMUS ได้เป็น Lord ของเหล่า Sith เพียงชั่วเวลาสั้นๆ เพราะถูก Marka Ragnos สังหาร

4. MARKA RAGNOS ขึ้นปกครองเหล่า Sith ก่อน Darth Vader ถึง 5200 ปี Ragnos เป็น Sith Lord ที่โหดเหี้ยม ไม่เคยปราณีศัตรูหรือลูกน้องของตนเองที่มีความผิด ทั้งยังยุยงให้เหล่า Sith สามารถท้าทายอำนาจของเขาได้หากแน่จริง แต่ในยุคของ Ragnos นั้น อาณาจักรของ Sith หรือ Sith Empire นั้นไม่ได้แผ่ขยายไปกว้างไกลนัก เพราะ Ragnos ตระหนักว่าเหล่า Sith ยังไม่พร้อมที่จะเข้าต่อกรกับฝ่าย Republic และการสู้รบคงจะยังไม่สร้างผลประโยชน์ให้กับฝ่าย Sith ในตอนนั้น ดังนั้นใครที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษทันที

5. NAGA SADOW ในพิธีฝังศพ Dark lord ก่อนหน้าผู้ล่วงลับ Sadow ประกาศท้าดวลกับ Ludo Kressh ผู้ท้าชิงตำแหน่ง Sith Lord โดยทั้ง 2 มีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง Sadow เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ Sith Empire ควรจะแผ่ขยายอำนาจออกไป ในขณะที่ Kressh เห็นว่าควรวางรากฐานในการปกครองของ Sith ให้มั่งคงเสียก่อนเป็นอันดับแรก การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดก่อนการมาถึงของ Gav และ Jori Daragon (สปายของ Sith และเป็นลูกน้องของ Sadow) กลับมารายงานผลการสำรวจที่ผิดพลาดเพราะทำการ Hyperspace ยานสำรวจไปผิดตำแหน่ง Kressh ประกาศลงโทษ Gav และ Jori ทันที ในขณะที่ Sadow เห็นว่านี่เป็นโอกาศดีที่จะแผ่ขยายอำนาจของ Sith Empire ออกไป และได้ทำการวางแผนโดยใช้อาวุธของ Republic จากยานของ Gav และ Jori แล้วนำมาทิ้งไว้ และนำตัว Gav และ Jori ออกจากห้องขัง เพื่อทำให้คิดว่าเป็นแผนการของเหล่า Republic ทำให้เหล่า Sith ตกลงแต่งตั้ง Sadow ขึ้นเป็น Dark lord of the Sith และวางแผนถล่ม Republic ด้วยการแอบส่ง Jori กลับไปหา Republic และสอนพลังให้กับ Gav เพื่อใช้เป็นตัวตายตัวแทน แต่หลังจากถูก Jori หักหลัง ประกอบกับ Kressh ที่หวังจะทำลายอำนาจของ Sadow ด้วย ทำให้ Sadow ต้องหนีข้ามจักรวาลไปที่ Yavin Four พร้อมผู้ติดตาม และได้ตั้งกองกำลัง Massassi ขึ้นนับแต่บัดนั้น

6. EXAR KUN เป็น Sith Lord ที่ทรงอำนาจมากที่สุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว (โผล่ออกมาในเกม Jedi Knight: Jedi Academy) Kun ในขณะที่เป็นเจไดเป็นศิษย์ของ Master Vodo-Siosk Baas ผู้ซึ่งเชื่อว่า Kun เป็นเจไดที่ยอดเยี่ยมที่สุด Kun ตกสู่ด้านมืดและถูกล่อลวงไปที่ Korriban และได้ถูกวิญาณของ Freedon Nadd (เจไดที่ตกสู่ด้านมืดผู้หนึ่ง) สิงสู่ร่างทำให้อำนาจมืดในกายก่อตัวขึ้นมา Kun เป็นผู้ริเริ่มสงคราม Sith War กับพวก Jedi และ Republic ขึ้นมา ซึ่งเป็นสงครามที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ Republic ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย (Ulic, Aleema และ Mandalore) ทำให้กองกำลังของฝ่าย Sith นั้นเข้มแข็งมาก และ Kun ยังจ้องที่จะหาพวก Jedi ที่มีแนวโน้มให้ตกสู่ด้านมืดเพื่อรับใช้ตนอีกด้วย (โดยภารกิจสำคัญคือให้กลับไปฆ่า Jedi Master ของพวกตนซะเพื่อพลังอันยิ่งใหญ่ของด้านมืด) จากการเข้าช่วย Ulic ที่ถูกจับตัวไปและต่อกรกับเหล่าเจไดนับพัน Exar Kun ก็ได้สังหารอาจารย์ของตนลงได้ในที่สุด และได้ใช้อาวุธสุดยอดของเหล่า Sith ที่อยู่บนยานของ Naga Sadow เพื่อทำลายกองทัพของ Republic โดยใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ และทำให้เกิด Supernova ขึ้นซึ่งได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึง Great Jedi Library บนดาว Ossus ลงไปอีกด้วย หลังจากสงครามยืดเยื้อยาวนานและจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเจได Kun ได้ใช้พลังชีวิตของเผ่า Massassi ทั้งหมดเพื่อคงวิญญาณของตนไว้ในวิหารของ Sith ที่ Yavin Four หลังจากนั้น 4 พันปีเมื่อ Luke Skywalker ตั้ง Jedi Academy ขึ้นที่ Yavin 4 วิญญาณของ Kun ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ด้วยการชักนำ พาดาวันผู้หนึ่งเป็นพวก และเกือบจะฟื้นคืนชีพสำเร็จ แต่ถูกขัดขวางโดย Luke, พาดาวัน(ตัวเอกใน Jedi Academy) และวิญญาณของ Master Bodo Baas ทำให้วิญญาณของ Kun ถูกกำจัดไปตลอดกาล

7. DARTH RIVAN เป็นผู้เปลี่ยนแผลงชั้นบรรยากาศของดาว Almas และได้สร้างดาวขึ้นอีกดวงหนึ่งคือ Kaluthin แต่ต่อมาในสงคราม SithWar Rivan ได้ถูกพวกเจไดขับไล่ออกไปจาก Almas แต่ฐานทัพบนดาวนั้นไม่ได้ถูกทำลายลงไปด้วย ทำให้มันถูกใช้เป็นฐานทัพของพวก Sith ในภายหลังต่อมา

8. DARTH TRAYA (โผล่มาในเกม Star Wars Knighst of the Old Republic 2: The Sith Lords) Darth Traya เป็นผู้ค้นพบ Sith Academy ที่ดาว Malachor V ที่รู้จักกันในชื่อ Trayus Academy ซึ่งไม่มีหลักฐานบอกไว้ว่า Traya ตั้งชื่อ Academy แห่งนั้นตามชื่อของตน หรือตั้งชื่อของตนตามที่แห่งนั้นกันแน่ Traya มีลูกศิษฐ์ 2 คนคือ Darth Nihilus และ Darth Sion แม้ว่าจะเป็น Sith แต่หลักการของ Traya กลับไม่แน่ชัดเพราะเธอใช้หลักของด้านสว่างมารวมด้วย (เธอไม่เคยเชื่อว่าพลังหรือการทำลายล้างนั้นจะสร้างประโยชน์ใดๆได้) ซึ่งทำให้ Sion และ Nihilus ทรยศเธอในภายหลัง แต่เธอกลับไม่ถูกลูกศิษฐ์ทั้ง 2 สังหาร ซึ่งเหตุผลก็ไม่เป็นที่แน่ชัดเช่นกัน

9. DARTH REVAN และ DARTH MALAK (โผล่มาใน Star Wars Knights of the Old Republic ) ในสงคราม Sith War และการสิ้นลงของ Exar Kun Republic นั้นมีสภาพที่ย่ำแย่อย่างมาก และชาว Mandalorian ก็รู้ดีจึงได้เริ่มสงคราม Mandalorian War ขึ้นมาเพื่อหวังจะทำลาย Republic ให้สิ้นซาก ทาง Republic ได้ขอความช่วยเหลือจาก Jedi Council แต่ทาง Jedi Council ต้องการเวลาเพื่อฟื้นฟูสภาพของเหล่าเจไดซะก่อน แต่ก็ได้มีเจได 2 คนที่ไม่สนใจคำสั่งและทำการเข้าช่วยเหลือ Republic ทันทีนั่นก็คือ Revan และ Malak ซึ่งชักนำเหล่าเจไดหนุ่มหลายคนเข้าช่วยเหลือตนด้วย สงคราม Mandalorian ดำเนินไปอย่างโหดร้ายทารุณทำให้เหล่าเจไดมากมายต้องตายลงเมื่อสงครามจบลง Revan และ Malak จึงกลายเป็นฮีโร่ของ Republic ไปโดยปริยายแต่กลับต้องถูกลงโทษ
โดยสภาเจไดเนื่องจากทำการโดยพลกาล และผลจากสงครามรวมถึงอำนาจลึกลับบางอย่างจาก Outer Rim เมื่อครั้งที่รบกับพวก Mandalorian ทำให้บางอย่างในตัวทั้ง 2 เปลี่ยนไป Revan ได้เดินทางไปที่ Korriban และได้ค้นพบความลับของฝ่าย Sith และตกสู่ด้านมืดกลายเป็น Sarth Revan โดย Malak ก็เดินตาม Revan โดยกลายเป็น ศิษฐ์ของ Darth Revan ด้วย พร้อมกับผู้ติดตามอีกมากมายจากสงครามในครั้งก่อน ทำให้กองกำลังของฝ่าย Sith นั้นแข็งแกร่ง Revan และ Malak กลับมาอีกครั้งแต่คราวนี้เป้าหมายคือทำลายล้าง Republic และได้รับชัยชนะไปหลายครั้งจน Republic นั้นแทบจะย่อยยับลงไป จนเมื่อฝ่ายเจไดวางแผนจับตัว Revan และ Malak แต่ใน
ขณะที่สงครามกำลังดุ เดือดนั้นเอง Malak ก็ตัดสินใจที่จะกำจัดทั้งเจไดและ Revan ไปซะ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายแล้ว Malak หนีรอดไปได้และสาบานว่าจะล้างแค้นเจไดและ Revan ให้ได้ Revan ถูกพวกเจไดจับได้ และทำการล้างสมอง เพื่อให้ Revan นั้นไปตามหาตัว Malak เพื่อจำกัดซะในตอนสุดท้าย

10. DARTH BANDON คล้ายกับผู้ที่ติดตาม Malak เมื่อครั้งสงคราม Mandalorian คนอื่นๆ Bandon เคยเป็นศิษฐ์ของเจได แต่เขาไม่เคยยอมรับการสอนของเจไดเลย เขาคิดว่าอารมณ์ที่รุนแรงอย่างความโกรธคือพลังที่แท้จริง เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าสู่ด้านมืดโดยเข้าร่วมกับ Sith Academy ที่ Korriban และได้กลายเป็นศิษฐ์โปรดของ Malak ในเวลาต่อมา และได้ท้าทาย Malak หลายครั้งเพื่อขึ้นครองตำแหน่ง Sith Lord แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะหน้าที่หลักของ Sith ตอนนี้คือมุ่งมั่นที่จำทำลายเจไดให้สิ้นซาก

11. DARTH NIHILUS (โผล่มาในเกม Star Wars Knighst of the Old Republic 2: The Sith Lords) Darth Nihilus เป็น Dark Lord ที่ต้องกิน Force เพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไป บางครั้งถึงกับกินพลังของดาวทั้งดวงเข้าไปเลยทีเดียว ความเป็นมาของ Darth Nihilus นั้นไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีคนกล่าวว่าเขาคือผู้รอดชีวิตจากสงคราม Mandalorian War และถูกจับตัวเป็นเชลย และเมื่อสงครามสงบลงเขาถูกพบโดย Darth Traya และถูกชักนำเข้าสู่การเป็น Sith ภายหลังได้ร่วมมือกับ Darth Sion ทรยศ Traya และตัดเธอออกจากวิถีแห่งพลัง และขับไล่เธอออกไปจาก Sith Order หลังจากนั้น Nihilus และ Sion ได้ทำการไล่ล่าเหล่าเจไดและหวังจะกำจัดพวกเจไดให้สิ้นซาก

12. DARTH SION เป็น Sith Lord ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยพลังความเกลียดเพียงเท่านั้น ร่างกายทุกส่วนของ Sion หั่นออกเป็นชิ้นๆและประกอบขึ้นใหม่หลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้ไม่มีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ในร่างกายอีกต่อไป

13. DARTH BANE เป็น Lord of the Sith ก่อนยุคของเพลพาทีนประมาณ 2 พันปี หลังจากการต่อสู้อย่างยาวนานของ Lord Kaan (Sith Lord อีกผู้หนึ่ง) ในท้ายที่สุด Kaan วางแผนจะจัดการกับเหล่าเจไดทั้งหมดให้ตายตกไปตามกันกับพวก Sith ด้วยการระเบิดถ้ำบนดาว Ruusan แต่ได้หลงเหลือ Darth Bane ไว้โดยส่งตัว Bane ไปที่ Dxun ดาวบริวารของ Onderon และที่นี่เองที่ Bane ได้พบกับ
วิญญาณ ของ Qordis Dark lord รุ่นก่อนและที่ Dxun นี่เอง Bane ก็ได้พบกับอาญาจักรของ Sith อีกแห่งพร้อมกับ Sith Holocon และได้ก่อตั้ง Sith โดยเริ่มฝึกลูกศิษฐ์รุ่นใหม่ขึ้น

14. DARTH ANDEDDU เป็น ผู้ที่สร้าง Sith Holocon ขึ้น ซึ่งถูกค้นพบโดย Darth Tyranus ประมาณ 16 เดือนหลังจากสงคราม Battle of Geonosis

15. DARTH PLAGUEIS Sith Master ผู้ทรงอำนาจมากอีกผู้หนึ่ง ซึ่งได้คิดค้นพลังในการควบคุม Midi-Chlorians ในร่างกายได้ ทำให้เขามีพลังที่จะคงชีพของตัวเองต่อไปได้อย่างยาวนาน ไม่มีประวัติบันทึกไว้ว่า Darth Plagueis นั้นดำรงชีวิตอยู่ได้กี่ปี และด้วยพลังของเขาคงไม่มีวันแก่ตายแน่นอน แต่กลับถูกสังหารด้วยน้ำมือของลูกศิษฐ์ตนเอง นั่นก็คือ Darth Sidious ยามหลับ นั่นเอง

16. DARTH SIDIOUS (โผล่ใน Episode 1-6) เป็นชาว Naboo โดยกำเนิด เพลพาทีนวางแผนอย่างแยบยลเพื่อให้ตนเองได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นวุฒิสมาชิกของ สภาสูง (Galactic Senate) วางแผนให้ Trade Federation ก่อสงครามกับฝ่าย Republic เพื่อตนเองจะได้รับอำนาจทั้งหมดของสภาสูง มีลูกศิษฐ์คนแรกคือ Darth Maul ซึ่งส่งไปกำจัด ไควกอนจิน และโอบีวัน แต่สุดท้ายก็ถูกโอบีวันสังหาร และต่อมาได้ชักนำ เคาร์ดูกู ให้เป็นลูกศิษฐ์ของตน และสุดท้ายได้ชักนำ อนาคิน สกายวอร์คเกอร์ให้เป็นลูกศิษฐ์ของตนและได้กลายเป็น Darth Vader ในเวลาต่อมา เพื่อสังหารเหล่าเจไดและทำลาย Jedi Order ให้หมดไป Darth Sidious ถูกสังหารโดย Darth Vader โดยถูกจับโยนลงไปสู่ Core ของ Death Star II แต่ว่ายังมีร่างโคลนที่หลงเหลือจากสงคราม Clone อยู่ วิญญาณของ เพลพาทีนได้เข้าสิงร่างโคลนนั้น 6 ปีหลังจากสงคราม Battle of Endor Emporror ก็ได้หลับมาอีกครั้ง พร้อมกับกองกำลังใหม่และอาวุธอย่าง World Devastator และ Galaxy Gun แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้และร่างโคลนสุดท้ายได้ถูกสังหารลง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ดูเหมือนว่า Emperor ก็หลับมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นแค่กองกำลังเล็กๆของ Imperial Royal Guard ที่เคยรับใช้ Emporror แต่บางคนยังคงเชื่อว่าวิญญาณของ Darth Sidious นั้นยังคงอยู่และไม่ได้ถูกกำจัดไป

17. DARTH MAUL ( โผล่ใน Episode 1) ถูกเพาะเลี้ยงขึ้นมาด้วยความเกลียดชังซึ่งเป็นพลังทางด้านมืดอย่างแท้จริง Darth Mual เป็นเครื่องจักรสังหารที่ทำหน้าที่ทุกอย่างตามที่ Master ของเขาสั่ง เขาเกิดที่ดาว Iridonia และได้รับการฝึกอย่างโหดร้ายและทารุณ รวมถึงการเผชิญหน้ากับอาจารย์ของตนในท้ายที่สุดด้วย ภารกิจของ Darth Maul คือการตามสังหารองค์หญิง อมิดาล่า และเหล่าเจได แต่สุดท้ายหลังจากสังหารไควกอนลงได้ ก็ต้องถูกโอบีวันสังหาร

18. DARTH TYRANUS (Count Dooku, Episode 2-3 ) หลังจากการตายของ Darth Mual Lord Sidious ต้องการลูกศิษฐ์คนใหม่ และไม่มีเวลาฝึกศิษฐ์คนใหม่ตั้งแต่เด็กอีกด้วย Sidious จึงตั้งเป้าไปที่เจไดที่ทรงอำนาจและมีแนวโน้มที่แปรพรรคได้ง่าย ดูกูคือตัวเลือกเพราะ เขาถูกกดดันจากการฝึกของเจไดและคิดว่าตัวเองนั้นถูกทรยศเนื่องจากสภาเจไดหัน ไปรับใช้ฝ่าย Republic ทำให้เขาตกเข้าสู่ด้านมืดอย่างง่ายดายและได้กลายเป็น Darth Tyranus ซึ่งหลังจากเข้าร่วมกับ Sidious แล้วทำให้ดูกูค้นพบความลับเกี่ยวกับกองทัพโคลนที่ถูกสั่งให้สร้างขึ้นโดย Jedi Master Sifo Dyas บนดาว Kamino จึงได้ตัดสินใจลบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Kamino ออกไปจากระบบทั้งหมด เพื่อหวังจะใช้กองทัพโคลนนี้เป็นกองกำลังอันเกรียงไกรของ Darth Sidious ต่อไปในอนาคต Darth Tyranus ถูกสังหารโดยอนาคินในภายหลัง

19. DARTH VADER (Anakin Skywalker, Episode 3-6) เกิดโดย Shmi Skywalker โดยเชื่อว่าได้รับพลังจาก Midi-Chlorian โดยตรง เดินทางมาที่ทาทูอินเมื่ออายุได้ 3 ขวบ อนาคินและฉมีถูกขายตัวเป็นทาสให้กับ Gardulla แต่ก็ต้องเสียทั้งคู่ให้กับ Watto ในการพนันแข่งยาน อนาคินเป็นนักบินที่มีพรสวรรค์ และได้สร้างยานแข่งของตนเองขึ้นมารวมถึงหุ่น C-3PO ด้วย หลังจากชนะการแข่งและได้รับอิสระจากไควกอนจิน จึงได้ถูกนำตัวเพื่อฝึกฝนเป็นเจได โดยไควกอนเชื่อว่า อนาคินคือผู้ที่จำนำสมดุลมาสู่พลังได้ตามคำทำนาย หลังจากไควกอนตายก็ได้ฝากโอบีวันให้ฝึกฝนอนาคิน หลังจาก 10 ปีฝ่านไปอนาคินได้พบกับอมิดาล่าอีกครั้งหลังจาก Battle of Naboo และทำหน้าที่ปกป้ององค์หญิงจากพวกมือสังหาร และต้องสูญเสียแม่ของตนไปเพราะถูกพวก Tusken จับไป จึงทำให้อนาคินสังหารพวก Tusken หมดทั้งหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการเดินเข้าสู่ด้านมืดของอนาคิน หลังจากการชักนำของเพลพาทีนทำให้อนาคินตัดสินเดินเข้าสู่ด้านมืดเพื่อรักษา ชีวิตของอมิดาล่า และออกสังหารเหล่าเจได สุดท้ายในการดวลกับโอบีวัน อนาคินได้รับบาดเจ็บอย่างหนักแต่ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้ต้องใส่ชุดเกราะสีดำอยู่ตลอดเวลา และก่อสงครามกับกองกำลังต่อต้านจักรวรรดิ จนได้มาพบและต่อกรกับ Luke ลูกชายของตน แต่ท้ายที่สุด Vader ก็กลับใจเข้าสู่ด้านสว่างอีกครั้งโดยช่วยลูกชายสังหารเพลพาทีนลงได้

20.Galen Marek หรือ Starkiller (Sith ผู้กลับใจ)
กา เลน มาเรก เป็นมนุษย์เพศชาย บุตรของเจไดเคนโต มาเรก ถูกดาร์ธ เวเดอร์แยกจากบิดามาเมื่อครั้งเข้าโจมตีคาชี้กในการกวาดล้างเจไดครั้งใหญ่ ได้รับการฝึกจากเวเดอร์ในชื่อรหัสสตาร์คิลเลอร์ (Starkiller) ในวิถีแห่งด้านมืดและการสังหารศัตรูอยู่หลายปี รวมถึงเหล่าเจไดที่รอดจากคำสั่งที่ 66 มาเรกได้รับการบอกกล่าวว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของแผนโค่นล้มดาร์ธ ซิเดียส ผู้เป็นนายของเวเดอร์ และจักรพรรดิของจักรวรรดิกาแลกติก ในขณะที่ความจริงแล้ว เวเดอร์และพัลพาทีนได้วางแผนกันเพื่อใช้เขาในการกำจัดเหล่าผู้คิดกบฎต่อ จักรวรรดิ ต่อมาในปีที่ 3 ก่อนยุทธการยาวิน เป็นเวลาสิบห้าปีหลังจากเข้าฝึกฝน สตาร์คิลเลอร์ก็ได้เริ่มต้นภารกิจในการสังหารเจไดหลังจากสังหารช้ากติบนเฟลู เซียแล้ว เขาได้เดินทางกลับมายังเอกซีคิวเตอร์ ยานธงของเวเดอร์ ดาร์ธ ซิเดียสปรากฏตัวขึ้น ออกคำสั่งให้เวเดอร์สังหารสตาร์คิลเลอร์ เวเดอร์เสมือนแสร้งทำโดยใช้พลังเคลื่อนย้ายเขาทะลุผ่านกระจกยานไปยังอวกาศ และได้นำตัวเขากลับมารักษาคืนชีพในหกเดือนต่อมาบนยานวิทย์เอมไพริคัล ซึ่งระหว่างนั้นเขาเป็นที่ขึ้นชื่อในนามซับเจคท์เซต้า เวเดอร์บอกต่อสตาร์คิลเลอร์ว่าช่วยเหลือเขาโดยลับต่อต้านคำสั่งของนายตน และได้มอบเป้าหมายภารกิจใหม่ คือการรวบรวมจัดตั้งพันธมิตรกบฎที่จะโค่นล้มจักรวรรดิหลังจากเข้าถึงตัว บุคคลสำคัญได้ มาเรกและเหล่าพันธมิตรกบฎได้นัดพบกันที่คอเรลเลียเพื่อร่างสนธิสัญญาคอเรล เลียน เพื่อจัดตั้งพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐ อย่างไรก็ดี เวเดอร์และทัพจักรวรรดิได้เข้าโจมตีที่ประชุม จับเหล่าผู้นำกบฎ และเปิดเผยต่อมาเรกว่าเขาถูกหลอกใช้เพื่อให้รวบรวมศัตรูของจักรวรรดิเข้าไว้ ด้วยกัน มาเรกไล่ตามเวเดอร์และผู้นำพันธมิตรไปจนถึงดาวมรณะ สุดยอดอาวุธขนาดยักษ์ ที่นั่นเขาได้ประลองกับทั้งเวเดอร์และซิเดียส มาเรกได้ซื้อเวลาให้เหล่าพันธมิตรกบฎหลบหนีไปได้
การเสียสละที่ปรากฏเป็น การเสียสละชีวิตของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่ากบฎ โดยการณ์ปรากฏในตอนท้ายพันธมิตรนี้จะเป็นผลงานอันดีงามอย่างหนึ่งของเหล่าซิ ธที่มีต่อกาแลกซีอย่างไรก็ดี มาเรกรอดชีวิตจากการปะทะบนดาวมรณะ และจะได้เข้าประลองในงานประลองแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏสถานที่แน่ชัด

ด้านมืดของพลัง

ด้านมืดของพลัง

อาจารย์โยดากล่าวไว้ว่า
“ใช่, ความแข็งแกร่งของเจไดมาจากพลัง แต่จงระวังด้านมืดเอาไว้ โกรธ, กลัว, เกรี้ยวกราด ด้านมืดของพลังคือพวกมัน ง่ายกว่าที่จะเข้าร่วมขณะเจ้าต่อสู้ เมื่อใดที่เจ้าจมดิ่งสู่ด้านมืด, มันจะครอบงำชะตากรรมของเจ้าตลอดไป กลืนกินเจ้า, มันจะทำ…เหมือนอย่างที่มันทำกับศิษย์ของโอบีวัน”

ด้าน มืดของพลัง, ถูกเรียกว่าโบกันโดยเจไดโบราณ, เป็นเครื่องมือหลักของซิธลอร์ด, และเป็นด้านที่มีพลังทำลายมากกว่าในด้านอื่นของพลัง ต่างกับด้านสว่างของพลัง, ผู้ใช้ด้านมืดมีพลังจากอารมณ์, ทั้งด้านบวกและลบ; พลังมาจากความแข็งแกร่งและรุนแรง ในขณะที่ด้านสว่างนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างและชีวิต, ด้านมืดนั้นเกี่ยวข้องกับความตายและการทำลาย ผู้ใช้พลังที่ซึ่งเดินบนทางของด้านมืดจะถูกเรียกว่าผู้อยู่ด้านมืด

ด้าน มืดเป็นหนทางของพลังและเหมือนกับด้านสว่าง มันเกิดขึ้นก่อนสิ่งมีชีวิตใดๆ เมื่อมีคนค้นพบมัน มันเต็มไปด้วยปริศนา แต่ผู้ที่รู้กันว่าเป็นพวกแรกที่ใช้มันก็คือจักรวรรดิราคาทานเมื่อ 49,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน พวกเขาพบและใช้พลังของมันเพื่อครอบครองกาแลกซี่ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปในทางที่พวกเขาเห็นสมควร ท้ายสุด จักรวรรดิก็ล้มสลายเมื่อประมาณ 25,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน คาดกันว่าเป็นเพราะการที่พวกเขานำด้านมืดมาใช้ พวกเขาสูญเสียความสามารถในการใช้พลังพอๆ กับการใช้เครื่องจักรพลังของพวกเขาอย่างเตาหลอมดาว เตาหลอมดาวเป็นสุดยอดอาวุธและโรงงานที่สามารถสร้างอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ๆ โดยการใช้พลังจากดาวและด้านมืด ในสงครามกลางเมืองเจได เรแวนและมาลัคพบเตาหลอมดาวและใช้มันเพื่อสร้างกองยานขนาดใหญ่สำหรับ จักรวรรดิซิธของพวกเขา ต่อมามีการดัดแปลงเทคโนโลยีนี้ให้สร้างอย่างอื่น เช่น ไฮเปอร์ไดรฟ์

เมื่อ 24,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ได้มีเจไดกลุ่มหนึ่งแยกออกจากนิกายเจได เรียกตนเองว่ากลุ่มเลททอว์ นำโดยเซนดอร์ อัศวินเจไดและเจไดมืดคน แรก กลุ่มเลททอว์มีชื่อเสียงเรื่องการพัฒนารูปแบบไนแมน/จาร์ไค เน้นไปที่อารมณ์มากกว่าการใช้สมาธิในการต่อสู้เพื่อเป็นแหล่งพลัง นิกายเจไดเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่อันตรายที่เจไดไม่ควรทำในขณะทำภารกิจของพวก เขา ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การแตกแยกครั้งใหญ่ ซึ่งแบ่งเจไดออกจากเจไดมืด ในช่วง 7,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ในช่วงร้อยปีแห่งความมืดมน ผู้สืบต่อจากเจไดมืดผู้ซึ่งถูกขับไล่จากนิกายเจไดได้กลายมาเป็นซิธ
เซนดอร์ เจไดมืดคนแรก

ตลอด ประวัติศาสตร์ของกาแลกติก ผู้ที่ทรงพลังในด้านมืดที่สุดก็คือซิธ ด้วยความสามารถที่มากมายเกินกว่าที่เจไดทำได้ เจไดปฏิเสธด้านมืดและทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมัน เชื่อว่ามันนำไปสู่หายนะและความวุ่นวาย ซิธยึดมั่นในด้านมืด ใช้มันเพื่อหลอกลวง, ควบคุม, และทำลาย การแสดงตนของด้านมืดดูเหมือนเป็นสิ่งที่ดึงดูดและทำให้เสื่อม เป็นศาสตร์ด้านพลังอย่างหนึ่งแต่ไม่มีผู้ตาม ดูเหมือนจะหายไปในไม่กี่พันปี

4 ขั้นตอนสู่ด้านมืด

ขั้นตอนสู่ด้านมืด

สี่ ขั้นตอนสู่ด้านมืดเป็นทฎษฎีที่ตังขึ้นโดยอาจารย์ทอลาริส ชิมซึ่งเป็นความเชื่อของเธอในการเข้าสู่ด้านมืด ตั้งบนเหตุการจมดิ่งของอุลลิค เคลโดรม่า อาจารย์ชิมได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ถึงเหตุผลที่เจไดร่วงลงสู่ด้านมืด ในช่วงมหาสงครามซิธ อาจารย์ชิมได้แสดงถึงการตามหาการเข้ารวมของเจได การค้นหานี้ได้ยำพาเธอไปพบกับสัญลักษณ์ผู้ที่ถูกกลืนกินโดยด้านมืด

ขั้นที่ 1 : การล่อใจ ชิ ธเชื่อว่าเป็นเพราะเจไดมองเห็นหนทางมากมายในการใช้พลัง สถานการณ์ที่ทำให้เจไดเริ่มอยากใช้มันเพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อช่วยสหาย, เผชิญกับอันตรายซึ่งๆ หน้า, และการทะเลาะ ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ด้านมืด ด้วยการกระทำของตัวบุคคล การชักชวนอย่างง่ายดายโดยพลังที่เขาไม่เคยรู้—พลังที่ซึ่งเขาต้องการ พลังนี้เป็นด้านมืดและมันไม่ลังเลที่จะเข้าครอบงำ (หลังจากอ่านมาพอสมควรคุณเริ่มโดนครอบงำหรือยังครับ)

ขั้นที่ 2: ตกอยู่ในอันตราย ความ ลังเลใจอาจก่อหายนะแก่ตนเองได้ รวมทั้งเจไดที่คิดว่าการใช้”ทางลัด”สู่ด้านมืดจะทำให้พวกเขากลับมาสู่แสง สว่างได้นั้น ก็เป็นแค่การหลอกลวง ความรู้สึกของเจไดจะไม่มืดบอดหากทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูก ความเชื่อว่าหากผู้ใดยอมรับด้านมืดโดยที่เขาถูกห้อมล้อมด้วยสิ่ง ที่เชื่อว่ามันเป็นเพียงพลัง การผ่านขั้นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย อัศวินเจไดอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ถูก ขัดแย้งโดยวิธีนี้ เพื่อช่วยชีวิตภรรยาของเขาจากความตาย สกายวอล์คเกอร์เชื่อว่าพลังแห่งด้านมืดสามารถทำเรื่องนั้นได้ โดยที่จะไม่ถูกมันครอบงำ เพราะว่าเขายอมรับว่าพลังด้านมืดในครั้งนี้นำมาใช้ในทางที่ดี เขาเลยถูกมันครอบงำ

ขั้นที่ 3: การยอมจำนน เมื่อเจไดยอมรับ ในทางแห่งความืด จะตัดสินจุดจบด้วยการเลิกสนใจในสิ่งต่างๆ สถานการณ์เหมือนพยายามที่จะทำลายซิธผ่านการแทรกซึมหรือพยายามรักษาคนรักจาก ความตายเป็นเหตุผลที่เจไดมากมายใช้เพื่อบอกในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป ในจุดนี้ การเข้าสู่ด้านมืดของเขาใกล้สมบูรณ์ เจไดที่ออกนอกทางแห่งแสงสว่างจะ เริ่มระวังในการตัดสินใจที่ไม่เที่ยงของ พวกเขา ตามที่อาจารย์ชิมกล่าว เจไดเหล่านี้ยังไม่สายเกินไปในการพ้นจากด้านมืด อาจารย์เจไดเอทริส ได้ถูกครอบงำโดยด้านมืดที่มากจากอิทธิพลของโฮโลครอนของซิธที่เธอครอบครอง ได้กลับสู่แสงสว่างด้วยการเผชิญหน้ากับเจไดผู้ถูกเนรเทศ เจไดบางคนอย่างเอกซาร์ คุนได้พบพลังแห่งด้านมืดนั้นทำให้มัวเมาและยอมจำนนต่อมัน สภาพแบบนี้ไม่ใช่เจไดแบบปกติอีกต่อไปแต่เป็นการถูกแยกตัวตน นี่เป็นเหตุผลของการที่เจไดจะช่วยให้พวกเขากลับมาสู่แสงสว่างหรือกำจัดพวก เขาเสีย

ขั้นที่ 4: การชดเชยและไถ่บาป ทอลาริสเชื่อว่าเจได ที่เปื้อนมลทินเล็กน้อยจากด้านมืดสามารถชดเชยได้ด้วยการ นั่งสมาธิ, การสะท้อนกลับ, และการล้างบาป เธอยังเชื่อว่าเจไดมืดนั้นอยู่นอกเหนือการชดเชยและสมควรได้รับการไถ่บาป ตามที่อาจารย์ชิมกล่าว เจไดที่ไถ่บาปแล้วนั้นจะต้องผ่านการเสียสละโดนปราศจากการใช้พลังด้านมืด อย่างการช่วยชีวิตของผู้อื่นโดยไม่นึกถึงตัวเอง (อย่างที่ดาร์ธ เวเดอร์ช่วยชีวิตลูกชายของเขาไว้จากน้ำมือของจักรพรรดิพัลพาทีน) หรือช่วยคนที่ทำผิดให้กลายเป็นถูก (อย่างที่อุลลิค เคลโดรม่าเอาชนะเอกซาร์ คุน) แต่บางครั้งเจไดมืดบางคนก็เกินที่จะเยี่ยวยา บ้างก็ปฏิเสธที่จะได้รับการฟื้นฟู อาจารย์ชิมได้กล่าวเอาไว้

ความคล้ายคลึงซิธกับเจได

ความคล้ายคลึงกับเจได

บ้าง ก็ว่าซิธนั้นสะท้อนให้เห็นถึงเจได ตัวอย่างเช่น การมีความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และ พาดาวันของเจได ซิธก็นำไปใช้ในแบบที่ผิด ดังนั้นทั้งศิษย์และอาจารย์จะห่ำหั่นกันเองในตอนจบเพื่อทดสอบตน จักรวรรดิกาแลกติกก็ไม่มีการยกเว้น: หากไม่มีศัตรู (เจไดเป็นหลัก) ให้ลอร์ดมืดหรือเจไดมืดได้ต่อกร ผู้ใช้ด้านมืดก็ต้องทำลายกันเอง และหลายองค์กรที่สร้างขึ้นโดยซิธจะแย่งชิงอำนาจกันเอง นี่เป็นจริงโดยเฉพาะเมื่อซิธมีอำนาจสูงสุด อย่างไรก็ตาม ซิธและผู้อยู่ด้านมืดอื่นๆ อาจใช้ความอดทนและไหวพริบเพื่อบรรลุผล เหตุผลเบื้องหลังการกระทำนี้คือการสาธิตว่าใครแข็งแกร่งที่สุดและมีเพียงผู้ ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่มีสิทธิในการปกครอง

ซิธบางคนไม่ใช้ กระบี่แสง เช่นเดียวกับเจได ที่เชื่อว่าเขามีพลังมากเกินกว่าที่จะต้องใช้อาวุธ จักรพรรดิพัลพาทีนพบว่าสายฟ้าของซิธเท่านั้นก็เพียงพอต่อการต่อกรกับศัตรู ที่ทรงพลังอย่างโยดา ซิธยังมีกฎที่ตรงข้ามกับเจได “ความสงบนั้นหลอกลวง, มีเพียงกิเลสเท่านั้น” ขณะที่กฎของเจไดคือ “ไม่มีการใช้อารมณ์, มีเพียงความสงบ”

โฮโลครอนของซิธเป็นอีกการสะท้อนให้นึกถึงเจได ซึ่งถูกเปลี่ยนจากเครื่องมือของการสอนมาเป็นวัตถุที่ทำให้เสื่อม คำสอนของซิธในโฮโลครอนหลายอย่างนั้นตรงกันข้ามกับเจได อย่างการใช้อารมณ์และโหยหาพลังอำนาจ ซึ่งแตกต่างจากคำสอนของเจไดโดยสิ้นเชิง

ความ แตกต่างนี้ไม่ได้หยุดประชาชนของสาธารณรัฐให้คิดว่าซิธกับเจไดคือ อย่างเดียวกัน เจไดมากมายถูกมองว่าหยิ่งยะโสเนื่องจากการใช้พลังของพวกเขา และการฝึกของเจไดนั้นต้อง”ขโมย”เด็กมาจากผู้ปกครองของพวกเขา ซึ่งในบางครั้งทำให้ผู้คนไม่พอใจ ในขณะเดียวกัน ซิธมากมายถูกมองว่าอุทิศความภักดีต่อนายของตน จำนวนประชากรกว่าครึ่งของกาแลกติกเห็นความแตกต่างที่น้อยนิดระหว่าง ความมืด กับ แสงสว่าง และพวกเขาก็ขาดความเชื่อใจในพลัง

ความแข็งแกร่งของด้านมืด

ความแข็งแกร่งของด้านมืด

 

เจไดมืดและโดยเฉพาะซิธสามารถพัฒนาความ สามารถได้รวดเร็วกว่าเจได ด้านมืดนั้นง่ายกว่าที่จะเรียนรู้และใช้ แต่ก็หลอกลวงมากกว่า ขณะที่พลังอันแท้จริงอยู่ที่ด้านสว่าง อย่างไรก็ตาม ซิธลอร์ดบางคนเท่านั้นที่ทรงพลังกว่าเจได เอกซาร์ คุนนั้นไร้เทียมทานจนกระทั่งเขาเผชิญหน้ากับเจไดทั้งกองทัพ; พลังที่เหนือกว่าของดาร์ธ มาลัคเป็นก็ที่ยอมรับแม้แต่กับเจได (นั่นคือ แบสติล่า ชาน ผู้ซึ่งบอกว่าเธอและสหายเจไดไม่สามารถรับมือลอร์ดมืดผู้นี้ได้); เขาสามารถบีบเจไดไว้พร้อมกันถึงสองคนก่อนที่จะสังหารพวกเขา; ดาร์ธ นิฮิลัสทำลายเจไดทั้งสภา (พร้อมกับคนอื่นๆ บนคาทาร์) โดยใช้เพียงเสียงจาก’คำพูด’ของเขาเท่านั้น; เครีย (ดาร์ธ เทรย่า) เกือบจะฆ่าเจไดทั้งหมดในสภาบนแดนทูอิน ในช่วงที่สาธารณรัฐล่มสลาย ดาร์ธซีเดียสสังหารเจไดสามคนพร้อมกันก่อนที่จะเผชิญหน้ากับเมซ วินดู นอกเหนือจากนั้น การต่อสู้กับโยดา—เจ้าแห่งอาจารย์ เจไดในตอนนั้น —ดูเหมือนว่าจะเสมอกัน จนกระทั่งโยดาถูกบังคับให้ต้องหนีไป อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่ด้านมืดส่วนมาก ทั้งซิธและเจไดมืด ท้ายสุดก็มักจะพ่ายแพ้ต่อผู้ใช้แสงสว่างเสียส่วนใหญ่ มากไปกว่านั้น สามคนในที่กล่าวมานี้ (เอกซาร์ คุน, ดาร์ธ มาลัค, เครีย) มีพลังที่มากกว่าตอนที่เข้าสู่ด้านมืดมีหลายครั้งที่ผู้ใช้แสงสว่างเอาชนะ ผู้อยู่ด้านมืดที่ทรงพลังได้ ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ: การต่อสู้ระหว่างลุค สกายวอล์คเกอร์กับดาร์ธ เวเดอร์บนดาวมรณะดวงที่สอง; การต่อสู้ระหว่างโอบีวัน เคโนบีกับดาร์ธ มอล; เรแวนเอาชนะมาลัคพร้อมกับทหารซิธเป็นโหล (มาลัดกล่าวเองว่าเรแวนนั้นทรงพลังในตอนเป็นเจไดมากกว่าตอนที่เป็นซิธ); เจไดผู้ถูกเนรเทศเอาชนะเครีย; ไคล์ คาทาร์นเอาชนะเจเรคแม้ว่าต่อมาต้องหลบหนีเพราะพลังที่ทะลักออกมาจากหุบเขา แห่งเจได; การต่อสู้ของอนาคิน สกายวอล์คเกอร์กับเคาท์ดูกู; และการต่อสู้ระหว่างลุค สกายวอล์คเกอร์กับดาร์ธ เคดัสบนยานพิฆาตดารา ในบางกรณีดังกล่าว ปัจจัยภายนอกก็มีส่วนในผลที่ออกมา เคาท์ดูกูพ่ายแพ้ต่อเจไดที่โด่งดังที่สุดในตอนนั้น ผู้ซึ่งถูกครอบงำโดยด้านมืดเรียบร้อย ดาร์ธ มอลก็ประมาทเกินไป และดาร์ธ เวเดอร์ก็ติดขัดตรงสถานะพ่อลูกกับลุค:

“ข้ารู้สึกถึงความขัดแย้งในความเกลียดของท่าน!”

 

มี จุดอ่อนจุดหนึ่งของด้านมืด ซึ่งทำให้เจไดถือ ไพ่เหนือกว่า คือความอลหม่านนั่นเอง ซิธลอร์ด แม้ว่าจะเหนือกว่าเจไดแบบตัวต่อตัว ก็ไม่สามารถทำลายศัตรูของพวกเขาได้อย่างสิ้นซาก เนื่องจากไม่ช้าพวกเขาก็จะต่อสู้กันเอง ซึ่งอีกคนที่ชนะก็จะได้พลังที่มากกว่าจากอีกคน และมองหาที่จะครอบครองทุกสิ่งรอบตัวของเขา กฎแห่งสอง ที่สร้างโดยดาร์ธ เบน ซึ่งทำให้มีซิธจริงๆ น้อยลงเพื่อเปลี่ยนจุดอ่อนนี้กลายเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งศิษย์จะเข้าแทนที่อาจารย์ได้ ปัญหาก็คือไม่มีการเตือนหรือบอกว่าหนึ่งในสองคนจะกลับสู่แสงสว่างได้ อย่างที่เวเดอร์ทำขณะฆ่าอาจารย์ของเขา และกลับสู่แสงสว่างก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จุดอ่อนสำคัญอีกอย่างคือ ภาพลวงตาที่ทำให้เกิดการเน้นพลังที่ไม่แน่นอน ซึ่งเกิดจากอารมณ์อย่าง ทรนง, โกรธ, และกลัว ซึ่งทำให้พลังสูงขึ้นแต่ก็นำไปสู่การตัดสินที่มืดมน แม้ผู้อยู่ด้านมืดพ่ายแพ้หลายครั้งโดยคู่ต่อสู้ที่มีทักษะน้อยกว่า: โอบีวัน เคโนบีเอาชนะทั้งดาร์ธ มอลและดาร์ธ เวเดอร์ แม้ว่าจะมีทักษะการต่อสู้ที่น้อยกว่าในทั้งสองการต่อสู้ ดาร์ธ มาลัคก็พ่ายแพ้ต่อเรแวน แม้ว่าจะมีพลังมากกว่าจากเตาหลอมดาว ดาร์ธ ไทรานนัสทรนงในพลังของตนจะทำให้เขามืดบอดและเจอกับพลังอันแท้จริงของอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ แม้ว่าดูเหมือนด้านมืดจะมีพลังจากสิ่งที่จำต้องได้: โดยตรงและเป็นกายภาพ ขณะที่ด้านสว่างสร้างพลังบางๆ มาจากการตั้งสมาธิและเข้าใจ ซึ่งผู้อยู่ด้านมืดมักล้มเหลวและประมาทเกินไปจนผิดพลาด

 

พลังของด้านมืด

พลังของด้านมืด

 

One of my favorite parts is that is shows a Female Boba Fett.
ผู้ที่ใช้ด้านมืดนั้นจะพบความสามารถมากมายในการใช้ พลังที่ง่ายกว่า ด้วยบางพลังที่มีเฉพาะในเจไดมืดเท่านั้น เจไดฝ่ายสว่างอาจใช้พลังด้านมืดบางพลัง แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช้มัน เมื่อมันเกรี้ยวกราด, ทำลายล้าง, หรือเป็นสิ่งที่ดูประหลาด ลุค สกายวอล์คเกอร์ใช้พลังบีบคอในวังของแจ๊บบ้า ซึ่งเป็นพลังที่ห้ามใช้โดยเจได นอกเสียจากจะไร้อาวุธ พลังดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรายชื่อพลังดังต่อไปนี้:

* พลังดูดกลืนชีวิต
เป็นแขนงหนึ่งของอำนาจของพลังแบบโจมตี ซึ่งเป็นด้านมืดของพลัง ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแก่ผู้ใช้ ในแต่ละขั้นของพลังจะขยายบริเวณที่พลังจะส่งผล บางครั้งพลังนี้จะดูดกลืนจนเหยื่อถึงตาย พลังอย่างพลังดูดกลืนชีวิตและพื้นที่มรณะจะดูดเอาชีวิตเหมือนกันพลังรักษา ความแตกต่างคือผู้ใช้นั้นต้องมีเป้าหมายให้ดูดกลืน เทคนิคอื่นอย่างดูดกลืนพลังเป็นที่รู้กันว่าสามารถให้ผลได้ถึงสองอย่างใน คราวเดียวกัน เหมือนอย่างที่ลอร์ดมืดแห่งซิธดาร์ธ มาลัคทำในตอนที่ต่อสู้กับดาร์ธ เรแวนในสงครามกลางเมืองเจได เขาใช้พลังดูดกลืนเพื่อดูดเอาพลังจากเจไดที่ถูกจับมาเมื่อตอนที่พ่ายแพ้ใน สงคราม มันเป็นเครื่องทำลายซึ่งอาจกระทบต่อผู้ใช้ได พลังดูดกลืนก็ยังคงเป็นอันตราย หากผู้ใช้ไม่สามารถควบคุมมันได้ ในช่วงการกวาดล้างเจไดครั้งแรก ด้วยความกระหายในพลัง ซิธลอร์ดดาร์ธ นิฮิลัสใช้มันอย่างร้ายการด้วยการกลืนกินพลัง ซึ่งมันทำให้เขากลายเป็นทาสของมัน ซิธโบราณใช้มันในช่วงร้อยปีแห่งความมืดมนและหายสาบสูญไป เมื่อลอร์ดแห่งซิธได้จากไปจากอวกาศของสาธารณรัฐและ ที่หบลภัยก็ถูกทิ้งร้าง เทคนิคในการใช้มันนั้นไม่สามารถสอนได้ มันต้องอาศัยประสบการณ์ ซึ่งหากพลาด อาจทำให้กลายเป็นคนหิวโหยเสียเอง และอาจกลืนกินตนเองได้

ดาร์ธ เทรย่าได้ บรรยายความสามารถนี้ไว้ว่ามันคือการทำลายชีวิตที่อยู่โดยรอบผู้ใช้ จนกว่าเหยื่อจะตาย นิฮิลัสได้พัฒนามันจนถึงขีดสุด; กวาดล้างดาวทั้งดวง เขากลายมาเป็นอะไรสักอย่างในหลุมของพลัง เขาฆ่าทุกอย่างที่อยู่ใกล้เขา อย่างช้าๆ ป้อนพลังให้เขา การบิดเบี้ยวของพลังพบได้บนดาวของด้านมืดอย่างมาลาคอร์ 5 เมื่อใกล้สิ้นสุดสงครามแมนดาลอเรี่ยน เรแวนได้เรียนรู้ภายในวิหารไทรอัสว่ามันมีข้อได้เปรียบอย่างไร และทำมันอย่างไร เพื่อที่ทำให้เจไดเข้าสู่ด้านมืด

ซิธผู้มีอำนาจทั้ง สาม; ดาร์ธ เทรย่า, ดาร์ธ ไซออน, และนิฮิลัสเองก็เชี่ยวชาญในพลังดูดกลืนนี้ โดยเฉพาะซิธมือสังหาร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักล่าเจไดของเรแวน ได้รับการสอนพิเศษจากเครียเอง พวกเขาใช้เทคนิคเพื่อตามล่าเจได และเริ่มแข็งแกร่งในพลัง ทำให้พวกเขานั้นอันตรายมากขึ้น ทีดีซุน ในยุทธรการออนเดอรอน ซิธพยายามเอาพลังจากสุสานของฟรีดอน แนดด์ ที่แดนทูอิน เครียได้ผลาญเหล่าเจไดในสภาที่มารวมตัวกันเพื่อตอบเรื่องภัยคุกคามจากซิธให้ กับเจไดผู้ถูกเนรเทศ

พลังดูดกลืนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถูกใช้โดยนิฮิ ลัสในตอนที่เขาเผาผลาญคาทา ร์ ดาวของชาวมิราลูคา อย่างไรก็ก็ตาม มันทำให้เขาเสพติดมัน และมันอาจฆ่าเขาก่อนที่ผู้ถูกเนรเทศทำในแบบเดียวกัน คลาวกระหายที่ครอบงำเขาทำให้เขาเติบโต พร้อมกับพลังและการหยั่งถึงพลังของเขา อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเอกซาร์ คุน ลอร์ดมืดในมหาสงครามซิธ ผู้ที่ได้ควบคุมวัตถุของซิธบนยาวิน 4เพื่อเสริมพลังของเขาและดูดกลืนแมสซาซิทั้งหมด ทำให้วิญญาณของเขายังคงอยู่ในมหาวิหารไปได้อีก 4,000 ปี; และจักรพรรดิพัลพาทีน ผู้ซึ่งดูดกลืนผู้อยู่อาศัยที่บีสพร้อมกับลูกมือของเขา แต่ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะถูกดูดกลืนอย่างช้าๆ ในช่วงเวลาที่ยาวนาน มากกว่าเป็นการกลืนกินดาวทั้งดวงในคราวเดียว

* พื้นที่มรณะ
* สายตาสังหาร
* พลังครอบงำ
* พลังสายฟ้า

Inquisitor_02

* พลังสะท้าน
* พลังพายุ
* พลังบาดเจ็บ
* พลังบีบคอ
* พลังจับยึด
* พลังบดขยี้
* พลังช้า
* พลังการทำลาย
* พลังโรคร้าย
* พลังโรคระบาด
* พลังหวาดกลัว
* พลังเขย่าขวัญ
* พลังวิกลจริต
* พลังกรีดร้อง
* พลังบ้าคลั่ง
* เมชู เดรู
* เคย์เทค
* ระเบิดความคิด
* ทรมานด้วยความโทมนัส
* หอกแห่งรัติกาล
* การสร้างมิดิคลอเรี่ยน (ดาร์ธ เพลกัสเป็นซิธคนเดียวที่รู้กันว่าใช้พลังนี้ *แม้ว่ามันอาจเป็นพลังเดียวกันกับพลังคืนชีพ)

ไม่ ใช่ว่าพลังด้านมืดนั้นจะเลวร้ายเสียหมด; ดาร์ธ เพลกัสมีความสามารถในการสร้างชีวิต ดาร์ธ ไซออน, ดาร์ธ เบนและดาร์ธ เวเดอร์ใช้พลังบ้าคลั่งเพื่อรักษาบาดแผล

Group_Sith_2_27
Inquisitor_36